กฎหมายตราสามดวง

กฎหมายตราสามดวง
ประวัติ ในรัชกาลพระพุทธยอดฟ้าฯ ปรากฏคดีฟ้องร้องยังโรงศาล ลูกขุนตัดสินไม่ยุติธรรมเพราะไม่มีตัวบทกฎหมายแน่นอน จึงมีพระบรมราชโองการให้ชำระกฎหมายใหม่ สอบทานตัวบทที่ใช้อยู่กับคัมภีร์ พระธรรมศาสตร์ อันเป็นแม่บท ในเวลา 1 ปี จึงทูลเกล้าฯ ถวาย พระองค์รับสั่งให้อาลักษณ์เขียนลงในสมุด 3 ฉบับ เสร็จแล้วให้ประทับตราสำคัญ 3 ดวง ได้แก่
ตราพระราชสีห์
ตราพระคชสีห์
ตราบัวแก้ว

โปรดเกล้าฯ ให้รักษาไว้ที่ ณ ข้างที่ ฉบับหนึ่ง
ไว้ที่ ณ หอหลวง ฉบับหนึ่ง
และ    ไว้ที่ ณ ศาลหลวง สำหรับลูกชุนฉบับหนึ่ง

กฎหมายตราสามดวงนี้ ของเดิมชุดหนึ่งมี 41 เล่มสมุดไทย ดังนั้น 3 ชุด จึงมี 123 เล่มสมุดไทย ปัจจุบันคงเหลืออยู่เพียง 79 สมุดไทย อยู่ที่กระทรวงยุติธรรม 37 เล่ม อยู่ที่หอพระสมุดแห่งชาติ 42 เล่ม นอกนั้นขาดหายไป

ต่อมานายแลงกานต์ได้จัดพิมพ์กฎหมายชุดที่กล่าวนี้ขึ้นเรียกว่า “ประมวลกฎหมาย รัชกาลที่ 1 จุลศักราช 1166”

ผู้แต่ง พระพุทธยอดฟ้าฯ โปรดเกล้าฯ ให้อาลักษณ์ลูกขุน ราชบัณฑิต รวม 17 คน ช่วยกันรวบรวม

ลักษณะการแต่ง เป็นร้อยแก้ว บางตอนมีคาถาบาลีแทรกอยู่

ความมุ่งหมาย เพื่อชำระสะสางตัวบทกฎหมายและพระอัยการเก่าๆ เสียใหม่ให้ถูกต้องยุติธรรม นับเป็นการชำระครั้งที่ 2 ครั้งที่ 1 ชำระในรัชกาลพระเอกาทศรถ

เนื้อความ บทบัญญัติที่กล่าวไว้ในกฎหมายตราสามดวง มีทั้งหมด 28 เรื่อง แต่ละข้อความไม่ติดต่อกัน เรื่องหนึ่งๆ ถือว่าเป็นกฎหมายฉบับหนึ่ง เช่น เรื่องพระธรรมศาสตร์ หลักอินทภาษ พระธรรมนูญ พระอัยการ ลักษณะผัวเมีย พระอัยการลักษณะอุทธรณ์ เป็นต้น เรื่องแรกกล่าวถึงพระคัมภีร์ธรรมศาสตร์ ก่อนจะเกิดนั้น มโนสารอำมาต์ตัดสินคดีไม่ยุติธรรม ชาวเมืองติฉิน มโนสารจึงหนีไปเรียนคัมภีร์ธรรมศาสตร์ที่กำแพงจักรวาล ท่องบ่นขึ้นใจจึงมาสั่งสอนพระเจ้าสมมุติราช พระองค์ก็ตั้งมั่นอยู่ในคำสั่งสอนของมโนสาร และดำรงอยู่ในทศพิธราชธรรม

เรื่องอื่นๆ นั้นเป็นตัวบทกฎหมาย เป็นต้นบัญญัติกฎหมายเรื่องต่างๆ เป็นแบบอย่างตัดสินคดีความ

ข้อความสำคัญ
ตอนต้นของคัมภีร์พระธรรมศาสตร์ว่า
ตตรเยมนุปุพพิกกา อยํ อนุปุพพิกถา อันว่ากล่าวแต่ต้นให้เป็นลำดับไปนี้ ปัณฺฑิเตน อันนักปราชญ์ผู้วินิจฉัยคดี เวหิตพฺพา พึงรู้ ตตฺร ธมฺมสตเถ ในพระคัมภีร์ พระธรรมศาสตร์นั้น อิติ ด้วยประการอันกล่าวไปนี้

เรื่องราวของมโนสารอำมาตย์ตัดสินคดีแก่ชายเจ้าของไร่แตงว่า

“ครั้นอยู่มา บุรุษสองคนกระทำไร่แตงใกล้กัน เมื่อปลูกแตงนั้นเอาดินพูนขึ้นถนลกลาง แตงก็เลื้อยพาดผ่านข้ามถนลเข้าติดเนื่องเป็นอันเดียวด้วยกัน เมื่อเป็นผลนั้นบุรุษทั้งสองต่างคนต่างเก็บแตงจึ่งเกิดวิวาทวาทา ภากันมายังมโนสารอำมาตย์ได้บังคับคดีนั้น มโสสารอำมาตย์จึงบังคับว่า ไร่แตงมีถนลกลาง แตงอยู่ในไร่ของผู้ใดก็เป็นของผู้นั้น มโนสารอำมาตย์บังคับคดีไม่เป็นธรรม บุรุษผู้หนึ่งมิเต็มใจจึงเอาคดีไปกราบทูลแด่พระมหาสมมุตราชๆ จึงใช้อำมาตย์ผู้หนึ่งไปพิจารณา ต้นแตงอันทับถนลนั้น จึ่งอำมาตย์ผู้นั้นเลิกต้นแตงขึ้นไปดูปลายยอด จึ่งกลับเอายอดมาไว้ตามกัน บุรุษทั้งสองก็สรรเสริญสมเด็จพระเจ้ามหาสมมุติราชว่า พระองค์บังคับบัญชา เป็นธรรมแล”

คุณค่า
1. กฎหมายตราสามดวงมีคุณค่า ไม่เฉพาะแต่นักอักษรศาสตร์ แต่ยังได้รับความรู้ทางจารีต ประเพณี ภาษาศาสตร์และสำนวนโวหารหนังสือสมัยโบราณจากหนังสือวรรณคดีนี้ จนนักนิติศาสตร์ นักประวัติศาสตร์ ยังต้องใช้วรรณคดีเรื่องนี้เป็นหลักฐานในการค้นคว้าศึกษา
2. ให้ความรู้ด้านอักษรศาสตร์ ความเชื่ออันเป็นประเพณีราชจริยาวัตรของกษัตริย์ในวันหนึ่งๆ หรือหน้าที่บังคับคดีความที่โบราณปฏิบัติมา
3. ให้ความเชื่อถือที่เนื่องมาจากคติพราหมณ์ คติพุทธศาสนาได้มาเกี่ยวข้องกับชาวไทย แม้ในการตัดสินคดีความ มีความละม้ายคล้ายกับไตรภูมิพระร่วงและโองการแช่งนํ้า วรรณคดีเรื่องนี้อาจกล่าวได้ว่าสมควรจะเอาใจใส่อ่านเพื่อเปรียบเทียบประเพณีและคติของคนในสมัยโบราณประกอบความรู้ในปัจจุบัน หรือเปรียบเทียบประเพณีต่างๆ ในต่างยุคกัน

ที่มา:สุภา  ฟักข้อง

บทกลอนน่าสนใจอื่น ๆ: