ขุนช้างขุนแผน

ขุนช้างขุนแผน
ตำนานเสภา การขับเสภาดงสืบเนื่องมาจากการเล่านิทานให้คนฟัง นับเป็นมหรสพอย่างหนึ่ง มักมีในงานโกนจุก เรื่องที่จับใจที่สุดคือ “ขุนช้างขุนแผน” เมื่อเล่ากันนานๆ จึงคิดแต่งเป็นกลอนเฉพาะบทที่สำคัญขึ้น เช่น บทสังวาส บทตัดพ้อ บทชมโฉม และบทชมดง เป็นต้น ทำนอง “นิทานทรงเครื่อง” ต่อมากวีคิดแต่งเป็นกลอนตลาดเอาไปขับเสภา จึงเกิดวรรณคดีเสภา บทเสภาเดิมเป็นท่อนเป็นตอนไม่ติดต่อกันเหมือน บทละคร เพราะแต่งขึ้นพอให้ขับไปคืนหนึ่งๆ

บทเสภาขุนช้างขุนแผนแต่กรุงเก่ามีมาถึงสมัยรัตนโกสินทร์ ส่วนบทเสภาที่นับถือว่าวิเศษ คือ บทที่แต่งในรัชกาลที่ 2 ส่วนใหญ่ การแต่งแบ่งเป็นตอนๆ แล้วแต่กวีจะแต่งตอนใด ตอนหนึ่งๆ ประมาณ 2 สมุดไทย บทเสภาจะนำไปอ่านเวลาทรงเครื่องใหญ่ สุนทรภู่ก็เคยแต่งถวายด้วย บทเสภาก็มี

1. เสภาพระราชพงศาวดาร พระยาโบราณราชธานินทร์ (พร เดชะคุปต์) เคยรวบรวมพิมพ์ เนื้อเรื่องสู้ขุนข้างขุนแผนไม่ได้

2. เสภาเรื่องเชียงเมี่ยง คือศรีธนญชัย อีกเรื่องเข้าใจว่าแต่งในรัชกาลที่ 4

3. เสภาเรื่องนิทราชาคริต แต่งในรัชกาลที่ 5 โดยขอแรงกวีแต่งทำนองเดียวกับแต่งเสภา มาในรัชกาลที่ 2 และที่ 4
4. เสภาเรื่องขุนช้างขุนแผน มาแต่งสำเร็จบริบูรณ์ในรัชกาลที่ 3 หนังสือที่เรียกว่า “เสภาหลวง” จึงมี 4 เรื่องด้วยกัน เสภานับว่าเป็นส่วนหนึ่งของปี่พาทย์ เพราะเป็นต้นบทส่งลำนำ เสภาขุนช้างขุนแผน เป็นเรื่องเกิดในแผ่นดินพระรามาธิบดีที่ 2 (โดยดูจากหลักฐานคำให้ชาวกรุงเก่าประกอบกับเนื้อความตอนต้นของหนังสือที่บ่งศักราชไว้)

วิธีขับเสภา ก่อนรัชกาลที่ 2 ก็ขับกันอย่างเล่านิทานไม่มีปี่พาทย์ ขับกันสองคนขึ้นไป โดยผลัดกันขับ แต่งกลอนสดขับ เรียก “เสภาด้น” พอถึงรัชกาลที่ 2 มีวิธีส่งปี่พาทย์ คนขับก็ขับผู้เดียวผลัดกับวงปี่พาทย์ สมัยรัชกาลที่ 4 มีการเล่นเสภาคู่ปี่พาทย์ จนกระทั่งสมัยรัชกาลที่ 5 หมอสมิธพิมพ์ขับเสภาขึ้นเป็นครั้งแรก เมื่อปีวอก จ.ศ. 1234(พ.ศ. 2415) และมีวิธีเล่นเสภารำ คือเล่นเป็นละคร แต่ใช้ขับเสภาแทนต้นบทและลูกคู่ร้อง

ประวัติ เสภาขุนช้างขุนแผนนี้ หอพระสมุดฯ ได้ต้นฉบับมา 4 ฉบับคือ
1. ฉบับในพระบรมมหาราชวัง ฝีมืออาลักษณ์ ครั้งรัชกาลที่ 3 เขียน
2. ฉบับเจ้าพระยาบรมมหาพิชัยญาติ ฝีมือเขียนรัชกาลที่ 4
3. ฉบับหลวงในรัชกาลที่ 5
4. ฉบับสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ เขียนในรัชกาลที่ 5

นอกจากนี้ ยังได้ฉบับปลีกอีกหลายตอน เป็นของกวีแต่ก่อนได้แต่งไว้ “สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ กรมหมื่นกวีพจน์สุปรีชา” ได้ทรงร่วมงานกันชำระรวมเป็นฉบับหอพระสมุดวชิรญาณประมาณ 43 สมุดไทย กำหนดเรื่องเป็น 41 ตอน พิมพ์แบ่งเป็น 3 เล่ม

ขุนช้างขุนแผ่นมีผู้แต่งหลายคน ได้แก่
1. ตอน 4 พลายแก้วเป็นชู้กับนางพิมพ์
2. ตอน 17 ขุนแผนขึ้นเรือนขุนช้าง
3. ตอน 18 ขุนแผนเข้าห้องนอนนางแก้วกริยาแล้วพานางวันทองหนี
ทั้ง 3 ตอนที่กล่าว เป็นพระราชนิพนธ์รัชกาลที่ 2
4. ตอน 5 พลายแก้วเป็นชู้กับนางพิม (รัชกาลที่ 3)
5. ตอน 19 ขุนช้างขุนแผนตามนางวันทอง (รัชกาลที่ 3)
6. ตอน 24 กำเนิดพลายงาม (สุนทรภู่)
ทั้งหมด 6 ตอน แต่งในสมัยรัชกาลที่ 2 คือ ตอน 4, 17, 18, 5, 19, 24
7. ตอน 16 กำเนิดกุมารทองบุตรนางบัวคลี่ถึงตีดาบฟ้าฟื้น (ครูแจ้ง)
8. ตอน 28 เฉพาะที่ต่อจากพลายงามชมดง (ครูแจ้ง)
9. ตอน 29 ขุนแผนพลายงามแก้พระท้ายนํ้า (ครูแจ้ง)
10. ตอน 30 ขุนแผนพลายงามสะกดเจ้าเมืองเชียงใหม่ (ครูแจ้ง)
11. ตอน 31 ขุนแผนพลายงามยกทัพกลับ (ครูแจ้ง)
12. ตอน 32 ถวายตัวนางสร้อยฟ้า (ครูแจ้ง)
13. ตอน 43 จระเข้เถรขวาด (ครูแจ้ง)

ผลงานของครูแจ้งแต่ในสมัยรัชกาลที่ 4

ขุนช้างขุนแผนบางตอนเป็นสำนวนกรุงเก่า (อยุธยา) กล่าวกันว่าเป็นเรื่องจริงที่แต่งขึ้น ปรากฏจาก “คำให้การชาวกรุงเก่า” ซึ่งเป็นพระราชพงศาวดารกล่าวว่า

เชื้อพระวงศ์พระเจ้าอู่ทอง ครองเมืองจนถึง “พระพันวษา” กษัตริย์องค์นี้มีมเหสีและโอรสนามว่า “พระบรมกุมาร” อยู่มาพระเจ้ากรุงศรีสตนาคนหุตมีความปรารถนาจะเป็นสมรมิตรสนิท จึงจัดส่งนางสร้อยทรง พระธิดามาถวาย “พระโพธิสาร” เจ้านครเชียงใหม่ทรงทราบข่าวก็เสด็จคุมพลมาซุ่มอยู่กลางทางแย่งชิงนางสร้อยทองไปได้ ประพฤติเหตุเช่นนี้ ทราบมาถึงสมเด็จพระพันวษา พระองค์ทรงพระพิโรธอย่างยิ่ง จึงมีพระบรมราชโองการให้เตรียมทัพ และตรัสสั่งพระหมื่นศรีขุนนางข้าหลวงคนเดิมผู้ไว้วางพระทัยเลือกหาทหารฝีมือดีถวาย พระหมื่นศรีกราบทูลเสนอ “ขุนแผน” ซึ่งกำลังต้องโทษติดคุกอยู่ จึงโปรดเกล้าฯ ตั้งให้ขุนแผนเป็นแม่ทัพ ถืออาญาสิทธิ์ยกไปตีเชียงใหม่ ขุนแผนถวายบังคมลายกทัพไปเมืองพิจิตร และเข้าหาพระพิจิตร เจ้าเมือง “ขอดาบเวทวิเศษและม้าวิเศษ” ที่ฝากไว้คืนแล้วตรงไปเชียงใหม่ ตีเชียงใหม่แตก เจ้านครเชียงใหม่เข้าป่าไป จับได้แต่พระมเหสีและราชธิดา เมื่อมีชัยขุนแผนจึงนำทัพกลับอยุธยา พานางสร้อยทองมเหสีและราชธิดาเมือง เชียงใหม่มาด้วย สมเด็จพระพันวษาได้ทรงตั้งนางสร้อยทองเป็นมเหสีฝ่ายซ้าย นางแว่นฟ้าทองราชธิดาเจ้าเมืองเชียงใหม่เป็นพระสนม ส่วนพระมารดาของแว่นฟ้าทองทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้กองทหารพากลับเมือง ฝ่ายขุนแผนเมื่อเห็นว่าตนชราแล้วก็นำดาบเวทฟ้าฟื้นขึ้นกราบพระพันวษารับไว้เป็นพระแสงประจำพระองค์ ทรงประสาทนามว่า “พระแสงปราบศัตรู”

ข้อความในคำให้การชาวกรุงเก่า ที่กล่าวมาเทียบกับเนื้อความในเสภาขุนช้างขุนแผน จะเห็นว่ามีโครงเรื่องคล้ายคลึงกัน จะแปลกตรงเสภาขุนช้างขุนแผนมีความละเอียดพิสดาร และเล่าแปลกไปจากจริง จนต่อมาจึงดูคล้ายนิทาน และในคำให้การชาวกรุงเก่า ยังกล่าวว่า

พระบรมกุมาร ก็คือ พระไชยราชาธิราช และสมเด็จพระพันวษา คือสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 2 โดยหลักฐานนี้ประมาณว่าขุนแผนมีตัวตนอยู่ในรัชกาลพระรามาธิบดีที่ 2 ระหว่างจุลศักราช 853-891 ประกอบกับมีเนื้อความในหนังสือพงศาวดารเชียงใหม่ว่า ในยุคนั้น พระเจ้าเชียงแก้วเป็นเจ้าเมืองเชียงใหม่ ทำศึกกับอยุธยาหลายคราว

จึงกล่าวได้ว่า จากหลักฐานที่กล่าวอ้างมา “เรื่องขุนช้างขุนแผน” นี้เป็นเรื่องเกิดในแผ่นดินสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 2 ระหว่าง พ.ศ. 2034 – พ.ศ. 2037

บางตอนในขุนช้างขุนแผนหยาบ น่าจะเกิดจากคติในทางอาถรรพณ์ อันมีมาแต่โบราณ คือ “ถือว่าถ้าปีศาจเอ็นดูอยากได้ผู้ใด ก็อาจบันดาลให้หลับตาย เอาไปเลี้ยงดู ใช้สอยเมืองผี” จึงหาวิธีแก้โดยกระทำตนให้ปีศาจเห็นว่าเป็นคนหยาบโลนไม่เอาไปเลี้ยงดู คตินี้เป็นเหตุให้เกิดความประพฤติหลายอย่างยังถือมาจนชั้นหลัง เป็นต้นว่า ทางเชียงใหม่ถ้าลูกหลานเกิดให้ชื่อสองชื่อหลังเป็นสามัญสำหรับตัว อีกชื่อหนึ่งสำหรับเรียกให้ผีเกลียด เช่น ชื่อว่า “อึ่ง” บ้าง “เขียด” บ้าง และเพลงพื้นเมืองจึงหยาบก็คงจะถือคติอย่างเดียวกัน

การเล่านิทาน หรือการขับเสภาในงานโกนจุก ที่เล่าและขับอย่างหยาบๆ ก็เนื่องด้วยจะให้ผีรังเกียจเด็กที่โกนจุกนั่นเอง เมื่อเป็นดังนี้จึงให้อภัยกันเป็นประเพณี

ตอนมเหสีเจ้าเมืองเชียงใหม่สอนธิดา (คติสอนใจ)
วิสัยชายคล้ายกับคชสาร        ถ้าหมอควาญรู้ทีดีขยัน
แต่ทว่าบางยกตกน้ำมัน        ต้องรู้จักผ่อนผันจึงเป็นเพลง
……………………………..        ………………………………
จงเคารพนบนอบต่อสามี        กิริยาพาทีอย่างอางขนาง
จะยั่วยวนฤาว่าที่มีระคาง        ไว้ให้ว่างคนผู้อยู่ที่ลับ
……………………………..        ………………………………
อันเป็นเมียจะให้ชอบใจผัว        สิ่งสำคัญนั้นก็ตัวของผู้หญิง
ทำให้ผัวถูกใจไม่มีทิ้ง            ยังอีกสิ่งก็อาหารตระการใจ
ถ้ารู้จักประกอบให้ชอบลิ้น        ถึงแก่ลิ้นเพราพริ้งไม่ทิ้งได้
คงต้องง้อขอกินทุกวันไป        จงใส่ใจจัดหาสาระพัน

ตอนนางพิมพูดกับสายทอง(สุภาษิต)
อดเปรี้ยวกินหวานตระการใจ    ลูกไม้หรือจะสุกไปก่อนห่าม

ตอนนางพิมพูดกับพลายแก้ว(สุภาษิต)
อดข้าวนะเจ้าชีวาวาย            ไม่ตายดอกเพราะอดเสน่หา

ตอนนางทองประศรีพูดกับขุนแผน (สุภาษิต)
โบราณท่านสมมุติสมุษย์นี้        ยากแล้วมีใหม่สำเร็จถึงเจ็ดหน

ตอนวันทองพูดกับพลายงาม (สุภาษิต)
ลูกผู้ชายลายมือนั้นคือยศ        เจ้าจงอุตส่าห์ทำสม่ำเสมียน

ตอนวันทองครวญเมื่อถูกขุนแผนตัดเยื่อใย (บทสะเทือนใจ)
ผิดแล้วพ่อพลายพลอยทิ้งขว้าง    จะหลีกหนีไอ้ขุนช้างกระไรได้
หนักอกน่าจะยกให้มันไป        เมื่อไม่มีรักใคร่ในอารมณ์
แต่อายุเพียงนี้มีสองผัว        แสนชั่วแสนถ่อยทุกเส้นผม
มีแต่อับอายไม่อายตรม        ชีวิตสิ้นดินถมก็ชั่วลือ
ความเจ็บเท่าไรก็รู้หาย            ความอายเมื่อไรจะสิ้นชื่อ
ดังหมึกสักปักไว้ที่หลังมือ        ยังจะรื้อรักรูปไปใยมี
ตายเสียตายเถิดประเสริฐกว่า    คว้าได้เชือกลากมาจากที่
ยกมือกราบงามสามที            ชาตินี้น้องผัดพ่อพลายแล้ว

ตอนขุนแผนปรารภกับตนเองเมื่อเห็นหลายงามเพ้อถึงศรีมาลา (บทสะเทือนใจ)
ลูกเอยยังไม่เคยรู้รสร้าย        ที่ความรักกลับกลายแล้วหน่ายหนี
อันเจ็บปวดยอดยิ่งทุกสิ่งมี        ไม่เท่าที่เจ็บช้ำระกำรัก
จะว่าเขาอื่นไกลไปใยเล่า        ถึงแม่เจ้าพ่อก็ช้ำระกำหนัก
ต้องทุกข์ยากมากมายหลายพัก        จักระแหล่นเลือดตาตกกระเด็น

ตอนนางศรีประจันปรารภถึงผัวที่ตาย (โวหารขบขัน)
เมียจะตายตามผัวกลัวผีหลอก    กลัวหายใจไม่ออกเมื่ออาสัญ
จะโจนน้ำให้ตายไปตามกัน        ก็กลัวจระเข้มันจะคาบไป
แม่จะเชือดคอตายเสียหลายครั้ง    แต่รอรั้งกลัวเจ็บไม่เชือดได้
จะผูกคอหาเชือกมาเตรียมไว้    เชือกก็ใหญ่กลัวจะรัดมัดต้นคอ
โอ้พ่อออพิมของเมียแก้ว        ตายแล้วจะไปไม่พบพ่อ
จึงคิดแล้วคิดเล่าเฝ้ารีรอ        กระไรพออยู่ไปในชรา

ตอนขุนช้างอาบน้ำส่องดูกระจก (โวหารขบขัน)
ครั้นรอนรอนอ่อนแสงสุริย์ฉาย        ขุนช้างแต่งกายขมีขมัน
อาบน้ำผลัดผ้าแล้วทาจันทน์        พอกพันขนอกรกรุงรัง
จะแต่งตัวไปให้เต็มประดา            หยิบกระจกยกมาประจงตั้ง
ขี้ผึ้งอะไรเหนียวเหมือนเคี่ยวตัง        เฝ้านั่งเวียนมองส่องดูเงา
กูแค้นใจกับอ้ายหนวดนี่ยอดยิ่ง        ใยไม่วิ่งขึ้นไปงอกบนหัวเล่า
มาแกล้งข้นที่คางเป็นครังเครา        ยิ่งโกนมันยิ่งเอาหนักขึ้นมา
ส่วนผมบนกระบาลซิล้านเกลี้ยง        มันหลีกเลี่ยงกันไปให้ขายหน้า
แล้วนุ่งยกอย่างดีมีราคา            พึ่งซื้อหามาได้แต่ในวัง

ตอนนางพิมพูดถึงพลายแก้วตอนจากไปทัพ (แสดงความอาลัย)
โอ้พ่อพลายสายสวาทของพิมเอ๋ย        พ่อไม่เคยห่างเหเสน่หา
นอนหออยู่ด้วยน้องสองเวลา        พ่อเคยพาพิมพรอดพิไรวอน
นั่นนี่ซี้ซิกสัพยอก                เย้าหยอกดังจะกลืนไม่ไกลหมอน
แขนซ้ายพ่อเคยหนุนให้เมียนอน        ยามร้อนพ่อก็พัดกระพือลม
พร่ำพรอดกอดจูบมิใคร่วาง            ช้อนคางเมียเชยแล้วเสยผม

ตอนเมียขุนเพชร ขุนราม รำพันถึงสามี (แสดงความอาลัย)
โอ้เจ้าพระคุณของเมียเอ๋ย        กระไรเลยเด็ดกายไปตายอยู่
ดังแกล้งหนีเมียไปไม่เอ็นดู        เมียมิได้เชิดชูให้ศพงาม
พฤกษาสล้างจะต่างฉัตร        เสียงสัตว์กลางป่าพนาหนาม
เป็นปี่กลองฆ้องย้ำประจำยาม    ดวงเดือนเกลื่อนตามต่างธูปเทียน
เมฆหมอกมัวฟ้าเวหาหน        ต่างเพดานดาดบนฉวัดเฉวียน
เขาเขตต์จะสังเกตเป็นม่านเกวียน        ดินเตียนต่างตะกอนที่รองกาย

ตอนชมธรรมชาติ
แลเห็นเขาเงาเงื้อมชะง่อนชะโงก        เป็นกรวยโกรกน้ำสาดกระเซ็นซ่าน
โคมคึกกึกก้องท้องพนานต์            พลุ่งพล่านมาแต่ยอดศิขรินทร์
เป็นชะวากวุ้งเวิ้งตะเพิงพัก            แง่ชะงักเงื้อมชะง่อนแล้วก้อนหิน
บ้างใสสดหยดย้อยเหมือนพลอยนิล    บ้างเหมือนกลิ่นพู่ร้อยห้อยเรียงราย
ตรงตะพักเพิงผาศิลาเผิน            ชะงักเงิ่นเงื้อมงอกชะแง้หงาย
ที่หุบห้องเหวหินปิ่นทะลาย            เป็นวุ้งโว้งโพรงพรายดูลายพร้อม
บ้างเป็นยอดกอดก่ายตะเกะตะกะ    ตะขรุตะขระเหี้ยนหัดเป็นหินห้อย
ขยุกขยิกหยดหยอดเป็นยอดย้อย        บ้างแหลมลอยเลื่อมสลับระยับยิบ

ตอนพระพันวษาพิจารณาลักษณะสร้องทองและสร้อยฟ้า (ภาพพจน์)
พินิจทรงสร้องทองละอองพักตร์    นรลักษณ์งามเลิศเฉิดฉัน
ละมุนละม่อนพร้อมพริ้งทุกสิ่งอัน    สมเป็นขวัญของประเทศเขตต์ลาวกาว
ดูสงบเสงี่ยมงามทรามสวาท        มารยาทสนิทสนมสมเป็นสาว
กระนี้หรือจะไม่ลือในแดนลาว    จนเชียงใหม่ได้ข่าวเข้าช่วงชิง
แล้วผินพักตร์มาพิศเจ้าสร้อยฟ้า    ดูจริตกริยากระตุ้งกระติ้ง
ท่าทางท่วงทีก็ดีจริง            จะเสียอยู่สักสิ่งด้วยรายงอน
หูดากรอกกลมคมคายเหลือ        พิศแล้วเบื่อดูได้แต่ร่อนร่อน
จะเปรียบก็เหมือนอย่างนางละคร    งามงอนอ้อนแอ้นบั้นเอวกลม

คุณค่า
1. ชุนช้างชุนแผน หมดจดงดงามขึ้นมาด้วยฝีปากของกวีหลายท่าน แต่ละท่านแม้ไม่ยอมเผยโฉมหน้าให้เราทราบว่าเป็นใครเพื่ออิสระในการปรุงรสถ้อยคำ ทำให้เนื้อเรื่องเร้าใจอย่างยิ่ง อารมณ์จะโลดแล่นไปตามบทรักของขุนแผนกับนางพิม การชิงรักหักเหลี่ยมระหว่างขุนแผนกับขุนช้าง ตลอดจนการสู้รบอย่างทรหด

2. ขุนช้างขุนแผน ช่วยให้ทราบความเป็นไปอย่างไทยๆ หลายอย่าง หลายประการ เช่น ประเพณีไทย อุปนิสัยใจคอของคนไทย สภาพบ้านเมืองของคนไทยสมัยโน้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง อุปนิสัยใจคอนั่นจะ เห็น “ศรีประจัน” เป็นแบบฉบับของแม่ยายที่มักชอบไปยุ่งเกี่ยวในชีวิตลูกสาว แม้ลูกสาวจะแต่งงานพ้นจากอกแล้ว “ทองประศรี” เป็นแบบฉบับของปู่ย่าตายายทั้งหลาย คอยถือหางไว้ไม่ว่าถูกหรือผิด ’’ขุนแผน” เป็นแบบอย่างของชายชาตรีไทยสมัยโบราณ

3. วัฒนธรรมการเปลี่ยนชื่อ ในเรื่องขุนช้างขุนแผน จะเห็นได้จากการเปลี่ยนชื่อของนางพิมพิลาไลยเป็นนางวันทอง ตามท้องเรื่องว่าเพื่อให้หายป่วย แต่ถ้าพิเคราะห์ให้ละเอียดแล้วจะเห็นว่าผลที่ยิ่งใหญ่กว่านั้นมี แงงอยู่เบื้องหลัง เป็นผลเกี่ยวกับความรู้สึกของผู้อ่านคือ เมื่อเอ่ยถึงพิมพิลาไลยเป็นภาพของหญิงสาวผู้เพียบพร้อมด้วยรูปสมบัติ และคุณสมบัติปรากฏเติมในมโนคติของผู้อ่าน ครั้งได้ยินชื่อวันทอง ผู้อ่านจะนึกถึงหญิงที่มีชีวิตเหลวแหลกน่ารังเกียจ ซึ่งดูเหมือนพิมกับวันทองจะไม่ใช่คนๆ เดียวกัน นับเป็นความสามารถของกวีอย่างยิ่งที่อดจะกล่าวถึงไม่ได้

4. เป็นวรรณคดีไทยเรื่องแรกที่นำชีวิตของสามัญชนมาบรรยายแสดงความคิดไว้หลายแง่ หลายมุม เช่น ความซื่อสัตย์ ความรัก ความผิดหวัง ความพยาบาท ความคดโกง และการให้อภัย ตัวละครทุกตัว มีบทบาทเข้มข้นสามารถเรียกร้องความสนใจจากผู้อ่านได้

ขุนช้างขุนแผน จึงเป็นเสมือนกระจกส่องสภาพสังคมโบราณ แสดงชีวิตตั้งแต่เกิดจนตาย แม้สภาพความเป็นไปของดวงวิญญาณ เป็นวรรณคดีที่รสหลายหลาก ซึ่งล้วนเป็นรสจัดสมใจและเป็นขุมสมบัติกวีศิลป์อันมหาศาล ประจักษ์ค่าต่อผู้เพียรขุดค้นแสวงหาเป็นอย่างยิ่ง จนถึงกับวรรรณคดีสโมสรในรัชกาลที่ 6 ตัดสินให้ ‘ “เสภาขุนช้างขุนแผนเป็นยอดแห่งกลอนสุภาพ”

ที่มา:สุภา  ฟักข้อง

บทกลอนน่าสนใจอื่น ๆ: