พระมาลัยคำหลวง

พระมาลัยคำหลวง
ประวัติ พระมาลัยคำหลวง มูลเหตุที่ทรงพระนิพนธ์ เล่ากันว่าเพื่อล้างบาป เนื่องจากพระองค์เคยกระทำบาปโดยฟันกรมหลวงสุเรนทรพิทักษ์ เมื่อทรงผนวชเป็นพระภิกษุจนจีวรขาด

วรรณคดีเรื่องนี้ มีเค้าเดิมเป็นภาษาบาลี ชื่อ “มาเลยยฺสูตร” เข้าใจว่าภิกษุชาวลังกาเป็นผู้แต่ง ต่อมาภิกษุชาวเชียงใหม่ชื่อ “พุทธวิลาส” นำมาแต่งขยายความให้พิสดาร เรียกชื่อใหม่ว่า “ฎีกามาลัย” เป็น วรรณกรรมพุทธศาสนามหายาน

พระยาอนุมานราชธน ได้ให้คำอธิบายเกี่ยวกับเรื่องพระมาลัยไว้ว่า

“พระมาลัยนั้นตามตำนานกล่าวว่า เป็นพระอรหันต์เถระองค์สุดท้าย ว่าเกิดที่โรหนชนบท ในเกาะลังกา ในเรื่องว่ามีอิทธิฤทธิ์ไปโปรดสัตว์ในนรก และเหาะเหินเดินอากาศขึ้นไปบนสวรรค์ไปพบกับพระศรีอาริย เมตไตรย ซึ่งจะมาตรัสเป็นพระพุทธเจ้าในภายหน้า ดังมีเรื่องแล้วอยู่ในคัมภีร์ชื่อมาลัยสูตร ซึ่งเป็นคัมภีร์อยู่นอกนิบาต ไม่ได้รวมอยู่ในคัมภีร์พระไตรปิฎก พิจารณาดูเค้าเรื่องค่อนไปในทางมหายาน เพราะทางมหายานมีพระโพธิสัตว์อยู่องค์หนึ่ง ชื่อ พระกษิติครรภ เสด็จไปโปรดสัตว์ในนรกเสมอ จนถึงในพิธีกงเต็กก็จะขาดรูปพระกษิติครรภไปไม่ได้ ในอานัมนิกาย จึงขนานนามพระกษิติครรภว่า “พระมาลัย” นอกจากนี้ ในพระมาลัยสูตรกล่าวถึงพระศรีอาริยเมตไตรยก็มีเค้าไปทางมหายาน ซึ่งนิยมอยู่ในเรื่องพระโพธิสัตว์”

เรื่องพระมาลัยนี้ มีอิทธิพลเหนือความรู้สึกนึกคิดของคนไทยในเรื่องบาป ได้เสด็จไปโปรดสัตว์ในนรก พวกเปรตในนรกได้ขอให้พระมาลัย พวกญาติพี่น้องของตนให้ทำบุญอุทิศส่วนกุศลไปให้ “การทำบุญกรวดนํ้าอุทิศส่วนกุศลให้คนตาย” เข้าใจว่าได้เค้ามูลจากวรรณคดีเรื่องนี้ ดังข้อความที่ว่า

“ครั้นฝูงชนยินพระศาสน์ ว่าฝูงญาติทุกขพิบัติก็โทรมนัสร่ำไร ได้ฟังไภยในนรก ก็ตื่นตระหนักประพรั่น อภิวันท์พระไตรสรณา ทำทานาธิกุศล บำเพ็ญผลบุญญา แล้วพงศาจึงอุททิศกุศลอิฎฐ์ส่งให้ ขอจงได้แก่ พงศ์พันธุ์ พ้นจากสรรพทุกขา ด้วยเดชาเราแผ่ผล กุศลทักษิโณทก ครั้นตกเมธนีธาร ฝ่ายนรกานต์ปรีดา อนุโมทนา ส่วนกุศล”

พระมาลัยคำหลวง เทศนาเรื่อง นรก สวรรค์ โปรดมนุษย์ กลายเป็นคัมภีร์สำคัญที่ใช้สวดกัน เดิมใช้สวดในพิธีแต่งงาน แต่ในตอนหลังใช้สวดหน้าศพด้วย

ผู้แต่ง เจ้าฟ้าธรรมธิเบศร์

ลักษณะการแต่ง ใช้ร่ายสุภาพ บางตอนคล้ายกาพย์บาลี มีคาถาสั้นๆ แทรกไว้หน้าบท ทำนองแต่ง คล้ายกาพย์มหาชาติ ตอนท้ายเป็นโคลงสี่สุภาพ

ความมุ่งหมาย เพื่อให้เกิดอานิสงส์ได้พบพระศรีอาริยเมตไตรย

เนื้อความ เริ่มต้นนมัสการพระรัตนตรัย พระมาลัยเถระเสด็จจากการไปโปรดสัตว์นรก ได้พบชายคนหนึ่งถวายดอกบัว 3 ดอก ทรงรับไว้แล้วตรึกตรองดูว่า จะนำดอกบัวนี้ไปเป็นพุทธบูชาที่ใดจึงจะเหมาะ ในที่สุด ก็ตกลงเหาะไปบนสวรรค์ นำดอกบัวไปผูกพระจุฬามณีเจดีย์ ได้พบพระอินทร์ จึงตรัสถามพระอินทร์ว่า ผู้มีบุญญาธิการแล้ว เหตุใดจึงยังบูชาเจดีย์นี้อยู่ พระอินทร์ เพื่อบำเพ็ญความดีให้ยิ่งขึ้นไป แล้วตรัสเล่าถึงเทวดาทั้งหมด ที่ได้ทำความดีอันใดไว้บ้าง จึงได้มาเสวยสุขในสวรรค์ ครั้นแล้ว พระศรีอาริยเมตไตรยก็ได้เสด็จมายังบริเวณนั้น การทำสักการะพระเจดีย์ได้โปรดเทศนาและได้ส่งข้อความให้ประกาศแก่ชาวโลกว่า ผู้ใดใคร่เกิดทันศาสนาของพระองค์ ให้มาทำความดีต่างๆ เป็นต้นว่า ให้ฟังเทศมหาชาติคาถาพันให้จบในวันเดียวกัน เป็นต้น พระมาลัยได้สดับพระธรรมเทศนาแล้ว ก็นำข้อความมาแถลงแก่ชาวชมพูทวีป ฝ่ายชายที่ถวายดอกบัว เมื่อสิ้นชีวิตไปเกิดบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ชื่อ “อุบลเทวันทร์” จะมีดอกบัวรองรับทุกก้าวที่ย่างไป

ข้อความสำคัญ
พระมาลัยรับดอกบัวจากชายคนจน
เถโร อฏฺฐ นิลุปฺปล บุปฺยนิ คเหตวา ส่วนพระมาลัยนารถ รับอุบลชาติชายทลิท แล้วบริวารก็กล่าวคาถา ยํยํลูบํ ปณีตํวา อนุโมทนา โดยไนย อันเป็นผลใดท่านอวยหฤไทยสวยสาภิรมย์ ก็จะนิยมสุข อันยิ่งยังสกล
สมิชฌ์ ให้สมัมฤทธิ์ปรารถนา โดยอิจฉาทุกประการ ด้วยผลทานอันท่านให้นี้ไซร้………………

พระอินทร์กล่าวตอบพระมาลัย เรื่องทำบุญ
ภนฺเต  เทวราชาก็บัณฑูร  ว่าอรมสุรสรพสรรพ์  มาช่วยกันก่อเกื้อ
กุศลเพื่อปรารถนาใน  ภพหน้าสืบสกนธ์  ให้ได้ชั้นบนยิ่งขึ้น  กว่าพื้นชั้นนี้
อินทร์จึงชี้กุศล  เทพลางตนบำเพ็ญ  เมื่อยังเป็นมนุสฺสา  ทำกุศลน้อยนัก
ครั้นดลอรรถเทวฐาน  อยุมินานม้วยมุด  ผลบุญสุดสิ้นไป  ขออุปไมยถวายบพิตร
ยังมีทลิทหนึ่งเล่า  มีแต่ข้าวเปลือกปิด  ทนานหนึ่งนิดเดียวไซร้  มิได้ไถหว่านพืชน์
ให้ยาวยืดสืบสร้าง  บัดเปลื้องปล่าวเปล่าหมด  ชายรันทดทวยถวิล  มิทำกสินวานิชไซร้
ทรัพย์จะสืบส้อง  สุดแต่จะพ้องพร่ำสิ้น  ดุจเทวินทร์บุญน้อย สุดสิ้นสร้อยเศร้าโศก
ด้วยวิโยคสุขา  มีอุปมาดั่งชายนั้น  ………………

อวสานแห่งศาสนาสมนโคดม
สมเด็ดโคดมจอมภพ  ถึงถ้วนครบห้าพัน
ก็อันตรธานพินาศ  อันว่าโลกธาตุทั้งหลาย  จักระส่ำระสายอาเกียรณ์
อกุศลจะเบี้ยนทวยชน  อันว่ากุศลจะพินาศ  ทวยชนชาติลำดับกัน
อันมนุษย์สรรพทั้งหลาย  ความอายสุดสาบสูญ  ก็เกิดอาดูรสังวาส
ด้วยประยูรญาติพงศา  กับมารดาบุตรี  น้องสาวศรีเหลนหลาน
ดุจสิงคารสุกรา  ดุจสุนัขาและแพะพันธุ์  ด้วยสำคัญวิปลาส
บมิวายอาจอุดบาป  ดุจเดียรฉานหยาบกระสัน  ด้วยกามฉันท์เดือดร้อน
อกุศลต้อนเตือนแต่ง  อายุแห่งสัตว์น้อย  เดิมขับร้อยถอยถด
ลำดับลดหล่นลง  ร้อยขวบคงสิบปี  ห้าขวบมีฆราวาส
ใจร้ายกาจโลกี  กัลปนั้นมีนามกร  ชื่อว่าสัตถันดร พึงมี
มิคสัญญีนามกัลป์  ชนอัญญมัญสังวาส  บรู้จักญาติพงศ์พันธุ์
เบียดเบียนกันเกี่ยงโทษ  กรูกริ้วโกรธเกรียงไกร  บ้างถือไม้ไล่ยุทธ์
ถืออาวุธวางวิ่ง  ฟันฟากกลิ้งเกลื่อนกลาด  ตายเดียรดาษดาลเดือด
ลุยลาญเลือดลายไหล  ดุจน้ำในนองสมุทร  ………………………

ความเป็นไปสมัยพระศรีอาริย์
ฝูงมนุษย์ชนทั้งหลาย  เร่งขวนขวายคำกุสลา  บุตรธาริกาสืบไป
ชนวุฒิวัยยืดยืน  ร้อนพันหมื่นถึงแสน  ล่วงเข้าแคว้นอสงไขย
กำหนดในชนมา  ฝูงสัตตาจึงประมาท  บ่เห็นชราพาธิมรณา
หลงสุขสาพิลาศ  อายุชาติอสงไขย  ก็ถอยไปโดยลำดับ
กลกลายกลับดุจต้น  ชมมีน้อยจนแปดหมื่น  สัตว์ครั้นยืนเพียงนั้น
ห่าฝนสวรรค์ไหลหลั่ง  ถึงเดือนครั้งหนึ่งตก เซ่งซู่ซกเที่ยงคืน
เย็นต่างพื้นปถพี  แผ่นธรณีมีรส  ปรากฏทวีปชมพู
บริบูรณ์หมู่พฤกษชาติ  วัลย์ลดาดาษดวงดอก  พันลำงอก ยอกแทง
ช่อซริดแซรงซุมซรุก  ลูกห่ามสุกเหลืองหล่น  กิ่งก้านกลค้อมคด
ใบคือมรกตเขียวแข่ง  ผลาลแกล้งติดแต้ม  ………………………..

กล่าวถึงความสุขของมนุษย์ และความอุดมของธัญญาหารสมัยพระศรีอาริย์ว่า

ฝ่ายฝุงมนุษย์หรรษา  ภิรมยานิจกาล  ชวนกันผสานดุริยวงค์
โพนเพลงพลางพิณพาทย์  ฆ้องกลองฆาฏครื้นเครง  คีตบรรเลงเพลงไฉน
ปี่แก้วไวเสียงแว่ว  ดีดถึงแล้วดนตรี  ทุกราตรีทิวาวาร
ระเบงบรรพ์รำร่อน  โคลงกาพย์กลอนทำนุก  เล่นเป็นสุขนิรันดร์……..
อีกธัญโภชนสาลี  ตกปัถพีเมล็ดเดียว ออกขึ้นเขียวชอ่ำ แตกพันลำหลายหน่อ
เนื่องเป็นกลถึงพัน  ต้นหนึ่งนั้นพันรวง  ได้เมล็ดตวงธัญญัน  สองทะนานพันพูนเพ็ญ  ……………

คุณค่า
1. อิทธิพลในเรื่องความเชื่อในโลกยุคพระศรีอาริย์ ช่วยส่งเสริมในเรื่องการฟังเทศน์มหาชาติ เพราะพระองค์กล่าวไว้ว่า “หากผู้ใดปรารถนาจะไปเกิดในยุคพระศรีอาริยเมตไตรย จะต้องฟังเทศน์มหาชาติให้จบใน วันเดียว” ดังข้อความว่า

‘‘เธอจงแจ้งแก่เวไนย์     แม้นผู้ใดจะใคร่พบ    จงเคารพตามโอวาท
ให้ทำมหาชาติเนืองนันต์    เครื่องสิ่งสะพันบูชา    ให้จบในทิวาวันนั้น
ตั้งประทีปพันบูชา    ดอกปทุมาถ้วนพัน    บัวเผื่อนผัน
อินทนิลา    ดอกมณฑาโดยจง    เทียนแลธงฉัตรา
เครื่องบูชาทั้งนั้น จงถ้วนถี่สิ่งละพัน”

ดังนั้น จะกล่าวได้ว่า การฟังเทศน์มหาชาติให้จบวันดียวจะได้พบพระศรีอาริย์ คงมาจากเรื่องพระมาลัยคำหลวง
2. วรรณคดีเรื่องนี้ สนับสนุนความเชื่อเรื่องโลกนี้โลกหน้า การเร่งสะสมบุญบารมีเพื่อจะได้ไปเกิดและเสวยสุขในยุคพระศรีอาริย์ ซึ่งเป็นโลกในอุดมคติปราศจากความทุกข์ทั้งปวง มนุษย์จึงทำบุญกุศลต่างๆ เช่น ทำทาน สร้างอุโบสถ สร้างพระพุทธรูป ฯลฯ
3. พระมาลัยคำหลวงใช้ถ้อยคำสำนวนง่าย ราบเรียบ และชัดเจนกว่านันโทปนันทสูตรคำหลวง เรื่องพระมาลัยจึงเป็นที่ติดใจจนคนนำไปสวดในงานแต่งงาน งานศพ วาดภาพไว้ตามวัด และหล่อรูปพระมาลัยไว้ก็มี เพราะการใช้ถ้อยคำ และเชิงชั้นการบรรยายดังกล่าวทำให้พระมาลัยคำหลวงเป็นวรรณคดีขั้นมาตรฐานได้เรื่องหนึ่ง

ที่มา:สุภา  ฟักข้อง

บทกลอนน่าสนใจอื่น ๆ: