ระเด่นลันได

ระเด่นลันได
ประวัติ วรรณคดีเรื่องนี้น่าจะเป็นบทละคร เพราะมีคำนำ เมื่อนั้น บัดนั้น แต่ไม่มีหน้าพาทย์ หรือเพลง กำกับให้ครบตามแบบละครทั้งปวง สันนิษฐานว่า เรื่องระเด่นสันได มีผู้พบต้นฉบับภายหลังที่พระมหามนตรี (ทรัพย์) ผู้แต่งถึงแก่กรรมแล้ว

เรื่องระเด่นลันไดกล่าวกันว่า เป็นเรื่องจริง เกิดขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 3 แห่งรัตนโกสินทร์เล่าว่า “แขก ขอทานอยู่ทางโบสถ์พราหมณ์ ไปลอบรักใคร่กับเมียแขกเลี้ยงวัว ผัวเขาจับได้เป็นเรื่องพิพาทกันถึงโรงศาล รู้กัน ทั้งเมือง ถือเป็นเรื่องขบขันในยุคนั้น”

พระมหามนตรี (ทรัพย์) จึงนำมาผูกเป็นละคร สมมุติชื่อใหม่ วาดพฤติการต่างๆ ให้มีทุกบท บทรัก บทโศก บทหึงหวง แต่ทุกๆ บท มีลักษณะชวนให้ขันอยู่ตลอดเวลา ด้วยการใช้คำและด้วยการจัดให้ตัว ละครทำท่าผิดไปจากมนุษย์พึงทำ

ผู้แต่ง พระมหามนตรี (ทรัพย์)

ลักษณะการแต่ง เป็นกลอนบทละคร

ความมุ่งหมาย
1. ต้องการอวดฝีมือที่สร้างงานชิ้นใหญ่นอกเหนือไปจากกลอนกลบท กบเต้นสามตอน และโคลงฤๅษีดัดตน
2. เพื่อล้อเรื่องอิเหนา

เนื้อความ ระเด่นลันไดมีอาชีพทางสีซอขอทาน เพลงที่ร้องมีวรรคเดียวว่า “สุวรรณหงส์ถูกหอกอย่าบอกใคร” เท่านั้น วันหนึ่งไปขอทานบ้านท้าวประดู่ ซึ่งไปเลี้ยงวัว ปล่อยภรรยานางประแดะเฝ้าบ้าน ลันไดมีโอกาส ยลโฉมนางประแดะ จึงสีซอเกี้ยวนางประแดะชอบใจ เอาข้าวกล้องกับปลาสลิดแห้งมาถวายเป็นทาน ท้าวประดู่กลับมาพอทราบเรื่องก็โกรธนางประแดะ ทุบตีและขับไล่นางประแดะออกจากบ้านในคํ่าวันนั้น คืนนั้นลันไดได้ปีนลอดร่องเข้าไปหานางประแดะ พบท้าวประดู่ความแตก ต้องหนีมาพบนางประแดะกลางทางจึงพามาบ้าน อยู่มานางกะแอ มอญขายข้าวเหนียว คนรักเก่าของลันไดมาพบลันไดอยู่กับนางประแดะเข้า พระมหามนตรี (ทรัพย์) แต่งค้างไว้เท่านี้ มีผู้มาแต่งต่อว่าสองนางเกิดตบตีกัน ท้าวประดู่มารับนางประแดะไป ลันไดกับนางกระแอคืนดีกัน

ข้อความสำคัญ
บทเริ่มเรื่องกล่าวถึงระเด่นลันได
มาจะกล่าวบทไป             ถึงระเด่นลันไดอนาถา
เสวยราชย์องค์เดียวเที่ยวรำภา    ตามตลาดเสาชิงช้าหน้าโบสถ์พราหมณ์
อยู่ประสาทเสาคอดยอดด้วน    กำแพงแก้วแล้วล้วนด้วยลวดหนาม
มีทหารหอนเห่าเฝ้าโมงยาม        คอยปราบปรามปัจจามิตรที่คิดร้าย
เที่ยวสีซอขอข้าวสารทุกบ้านช่อง    เป็นเสบียงเลี้ยงท้องของถวาย
ไม่มีใครชิงชังทั้งหญิงชาย        ต่างฝากกายฝากตัวกลัวบารมี

กล่าวถึงท้าวประดู่และนางประแดะ
เมื่อนั้น                นางประแดะหูกลวงดวงสมร
ครั้นรุ่งเช้าท้าวประดู่ภูธร    เสด็จจรจากเวียงไปเลี้ยงวัว
โฉมเฉลาลำเนาในที่ไสยา    บรรจงหั่นกัญชาไว้ท่าผัว
แล้วอาบน้ำทาแป้งแต่งตัว    หวีหัวทาเหาเกล้าผมมวย

ชมโฉมนางประแดะ
สูงระหงทรงเพรียวเรียวรูด        งามละม้ายคล้ายอูฐกะหลาป๋า
พิศหัวตลอดเท้าขาวแต่ตา        ทั้งสองแก้มกัลยาดังลูกยอ
คิ้วก่งเหมือนกงเขาดีดฝ้าย        จมูกละม้ายคล้ายพร้าขอ
หูกลวงดวงพักตร์หักงอ        ลำคอโตตันสั้นกลม
สองเต้าห้องตุงดังถุงตะเคียว    โคนเหี่ยวแห้งรวมเหมือนบวบต้ม
เสวยสลา ยาจุกพระโอษฐอม    มันน่าเชยน่าชมนางเทวี

บทอวดอิทธิฤทธิ์ของลันได
เมื่อนั้น                    ลันไดยิ้มเยาะหัวเราะร่า
เราไม่เกรงกลัวอิทธิฤทธา        ท้าวประดู่จะมาทำไมใคร
พี่ก็ทรงศักดากล้าหาญ        แต่ข้าวสารเต็มกระบุงยังแบกไว้
ปลาแห้งพี่เอาเข้าเผาไฟ        บัดเดี๋ยวใจเคี้ยวเล่นออกเป็นจุณ

บทลันไดเกี้ยวนางประแดะ
มิใช่ตัวเปล่าเจ้ามีผัว            พี่ไม่กลัวดอกนะโฉมศรี
อันนรกตกใจไปใยมี            ยมพระบาลกับพี่เป็นเกลอกัน

บทลันไดเข้าหานางประแดะแต่พบท้าวประดู่
ระเด่นโลดโผนออกมานอกรั้ว    ผิดตัวแล้วกูอยู่ไม่ได้
ก็ผาดแผลงสำแดงฤทธิไกร        วิ่งไปตามกำลังไม่รั้งรอ

นางประแดะรำพันถึงความสุขเมื่ออยู่กับท้าวประดู่
โอ้พ่อใจบุญของเมียเอ๋ย        แปดค่ำพ่อเคยเชือดคอไก่
ต้มปลาร้าตั้งหม้อกับหน่อไม้        เมียยังอาลัยได้อยู่กิน
พระเคยรีดนมวัวให้เมียขาย        แม้สายที่ยังไม่หมดสิ้น
เหลือติดก้นกระบอกเอาจอกริน    ให้เมียกินวันละนิดคิดทุกวัน

คุณค่า
1. บทละครเรื่องนี้ เป็นบทล้อสังคมเรื่องแรกในวรรณคดีไทยอาจล้อเพียงเรื่องแขก ซึ่งเมียมีชู้หรือ ล้อเรื่องอิเหนา ซึ่งเชิดชูอิเหนากษัตริย์เจ้าชู้ไว้มากเกินไป หรือล้อทั้งสองเรื่องก็อาจจะเป็นได้
2. คุณค่าของบทละครเรื่องระเด่นลันไดอยู่ที่การใช้คำให้เกิดภาพพจน์ เกิดอารมณ์ ให้ความหมายเด่นชัด ทำให้ผู้อ่านผู้ฟังเข้าใจทันทีไม่ต้องคิด เพราะอารมณ์ขันเป็นอารมณ์ฉาบฉวยเกิดได้ง่าย คลายเร็ว เมื่อผู้แต่งรักษาอารมณ์ของผู้อ่านไว้ได้สมํ่าเสมอ ก็นับว่าได้สร้างงานอันควรแก่การยกย่องอย่างยิ่ง ระเด่นลันไดมีลักษณะครบดังกล่าว ไม่ว่าจะเป็นบทพรรณนาปราสาทที่อยู่ของลันได หรือพรรณนาชมโฉมนางประแดะ ฯลฯ ที่กล่าวข้างต้น ผู้อ่านเข้าใจโยงความถึงกันตลอดเรื่อง ทำให้ระเด่นลันไดเป็นเรื่องที่นักเลงกลอนจะลืมไม่ได้อีกเรื่องหนึ่ง

ที่มา:สุภา  ฟักข้อง

บทกลอนน่าสนใจอื่น ๆ: