อิทธิพลของวรรณคดีสมัยรัตนโกสินทร์

รัตนโกสินทร์

อิทธิพลของวรรณคดีสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น(พ.ศ. 2325-2394 ระหว่างรัชกาลพระพุทธยอดฟ้าฯ จนถึงพระนั่งเกล้า) ที่มีต่อประเพณีเเละสังคมไทย

1. วรรณคดีเกี่ยวกับศาสนา เช่น พระไตรปิฎก หรือไตรภูมิโลกวินิจฉัย เป็นหลักในการปฏิบัติธรรม คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า

2. วรรณคดีกฎหมาย ได้แก่ กฎหมายตราสามดวง มีอิทธิพลอย่างมากแก่นักศึกษาอักษรศาสตร์ โบราณคดี และนิติศาสตร์ เพราะได้บรรจุความรู้ทางขนบธรรมเนียมประเพณี คติธรรมสมัยโบราณไว้อย่างละเอียดมากกว่าวรรณคดีเล่มใด

3. วรรณคดีที่แต่งทั้งร้อยแก้วร้อยกรอง เป็นวรรณคดีที่แต่งดี มีความไพเราะชัดเจน เป็นแบบอย่างในการแต่งในสมัยต่อมา เช่น การริเริ่มกลอนที่เป็นสัมผัสในเพิ่มในกลอนแปดของสุนทรภู่ การร้อยลิลิตเข้าด้วยกัน โดยส่งสัมผัสระหว่างบทตลอดเรื่อง ของกรมพระปรมานุชิตชิโนรส การแต่งบทมโหรีเป็นเรื่องยาวของ เจ้าพระยาพระคลัง (หน) การแต่งบทสักวาของคุณพุ่ม การริเริ่มวรรณคดีประเภทแปล เช่น สามก๊ก ราชาธิราช และการริเริ่มการแต่งวรรณคดีที่ล้อสังคม เช่น ระเด่นลันไดของพระมหามนตรีทรัพย์ ซึ่งอาจจะกล่าวได้ว่า วรรณคดีเหล่านี้มีอิทธิพลในด้านการแต่ง ที่ยึดถือเป็นประเพณีสืบต่อมา

จะเห็นได้ว่า วรรณคดีสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น ไม่ค่อยแตกต่างจากสมัยอยุธยา ดังนั้น อิทธิพลที่จะมีต่อประเพณีและสังคมไทยจึงแทบจะไม่ต่างกัน

วรรณคดีไทยตั้งแต่สมัยสุโขทัย จนถึงสมัยรัตนโกสินทร์ตอนปัจจุบัน เมื่อได้รับอิทธิพลจากตะวันตก ซึ่งอาจจะมาจากการศึกษาภาษาอังกฤษ การเสด็จประพาสต่างประเทศ การปฏิรูปการศึกษาในสมัยรัชกาลที่ 5 การส่งนักเรียนไปศึกษาต่างประเทศ ความเจริญทางด้านการพิมพ์ และกิจการหนังสือพิมพ์ พระบรมราโชบาย ในการส่งเสริมการประพันธ์แบบตะวันตก ในสมัยพระจุลจอมเกล้าฯ และพระปรีชาสามารถในด้านการประพันธ์ ของพระมงกุฎเกล้าฯ ทำให้วรรณคดีไทยแตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัดเจน เป็น 2 ประเภท คือ
วรรณคดีไทย ก่อนรับอิทธิพลจากตะวันตก
วรรณคดีไทยหลังรับอิทธิพลจากตะวันตก

วรรณคดีไทยก่อนรับอิทธิพลจากตะวันตก
ได้แก่ วรรณคดีไทยตั้งแต่สมัยสุโขทัย ถึงรัตนโกสินทร์ตอนต้น (พ.ศ. 2325-2394 ระหว่างรัชกาล ที่ 1 จนถึงรัชกาลที่ 3) ซึ่งกล่าวมาแต่ต้นทั้งหมดมีลักษณะสำคัญดังที่ สุทธิวงศ์ พงศ์ไพบูลย์ รวบรวมไว้ ดังนี้

1. เน้นในด้านสุนทรียะ กล่าวคือ มุ่งด้านอลังการประดิษฐ์ประจงถ้อยคำอย่างวิจิตรพิสดารก่อให้ได้รสคำ เพื่อกระทบประสาทสัมผัส และอารมณ์เป็นสำคัญ

2. อาศัยความวิจิตรพิสดารของธรรมชาติ เป็นแกนใช้พฤติกรรมของตัวละคร เป็นสิ่งเชื่อมโยงให้เห็นคุณค่า และอิทธิพลของธรรมชาติ มุ่งอนุรักษ์ค่านิยมแบบเก่า

3. ความเชื่อ ไม่คำนึงถึงหลักวิทยาศาสตร์ มุ่งให้เกิดความเพลิดเพลิน และซาบซึ้งเป็นสำคัญ ไม่คำนึงถึงข้อเท็จจริง แต่ก็มีความสมจริง

4. แนวการเขียนเด่นในลักษณะอุดมคติ (Idealism) คือครึ่งสมมุติครึ่งจริง และแนวโรแมนติกนิยม (Romanticism) คือ ประเภทสมมุติ และอาจมีแนวสัญลักษณ์นิยม (Symbolism) ปนอยู่บ้าง

5. ประดิษฐการ (Invention) เป็นแบบเสริมคือ นำของเดิมมาเพิ่มเติมตามความคิดเห็นของตน และเป็นแบบการจัดแบบ คือนำเรื่องที่มีอยู่มาเรียบเรียบ จัดระเบียบเป็นหมวดหมู่

6. ส่วนมากนิยมแต่งเป็นร้อยกรอง เพราะสามารถแสดงความวิจิตรงดงามได้เต็มที่ทั้งด้านเสียง สัมผัส และท่วงทำนอง

7. การสร้างฉาก และบรรยากาศ เป็นแบบสมมุติหนีความจริง

8. ตัวละครมีประเภทต่างภาพต่างภาวะกับมนุษย์ แต่สามารถสื่อสาร สัมพันธ์กับมนุษย์ได้ มีเรื่องไกลตัวปนอยู่มาก

9. ผู้ประพันธ์ไม่ถือว่า งานประพันธ์ของตนผูกพันกับความรับผิดชอบต่อสังคม หากแต่ถือเป็นความอิสระที่จะสร้างงานได้ตามอารมณ์ปรารถนา

พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
(ครองราชย์ระหว่าง พ.ศ. 2394-2411)
ลักษณะวรรณคดี วรรณคดีไทยยังคงรุ่งเรืองเช่นเดิมกวีที่มีชื่อในรัชกาลที่ 3 คงมีชีวิตอยู่ และสร้างสรรค์วรรณคดีต่อมาอีกหลายท่าน ได้แก่ สุนทรภู่ คุณพุ่ม คุณสุวรรณ นายมี เป็นต้น และยังมีกวีที่เกิดในสมัยนี้ ทั้งรัชกาลที่ 4 ทรงเป็นกวีและทรงพระปรีชาสามารถในด้านศาสนา โบราณคดี โหราศาสตร์ และภาษาอังกฤษ มีการเกี่ยวข้องกับตะวันตกมากขึ้น วรรณคดีจึงขยายกว้างออกไป เช่นนิราศลอนดอน

ข้อสำคัญอีกประการหนึ่ง คือ วรรณคดีเริ่มมีค่าเป็นเงินเป็นทอง หมอบรัดเลย์ขอซื้อลิขสิทธิ์ นิราศลอนดอนของหม่อมราโชทัย เป็นเงิน 400 บาท เมื่อ พ.ศ. 2405 และในสมัยนี้ มีสื่อมวลชนเกิดขึ้น

วรรณคดีที่มีชื่อเสียงในสมัยพระจอมเกล้าฯ ได้แก่
1. พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยูjหัว
-บทละครเรื่องรามเกียรติ์บางตอน
-รายยาวมหาเวชสันดรชาดกห้ากัณฑ์
-ประกาศต่างๆ และพระบรมราชาธิบายต่างๆ

2. พระองค์เจ้าอิศริญาณ
-อิศริญาณภาษิต

3. หม่อมราโชทัย
-จดหมายเหตุราชทูตไทยไปอังกฤษ (ร้อยแก้ว)
-นิราศลอนดอน (ร้อยกรอง)

4. มหาฤกษ์ (หลวงจักรปาณี)
-นิราศพระปฐม
-นิราศทวาราวดี
-นิราศกรุงเก่า
-นิราศปถวี
-เสภาเรื่องอาบูหะซัน
-โคลงรามเกียรติ์

5. พระยาอิศรานุภาพ (อ้น)
-สุธนคำฉันท์
-สุธนูคำฉันท์
-อุเทนคำฉันท์

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
(ครองราชย์ระหว่าง พ.ศ. 2411-2453)
ลักษณะวรรณคดี พระจุลจอมเกล้าฯ ทรงเป็นกวีเอกผู้หนึ่งของไทย มีเหตุการณ์ที่สนับสนุนวรรณคดีให้ก้าวหน้า คือการตั้งโรงเรียนในพระบรมมหาราชวังแห่งแรกใน พ.ศ. 2414 เกิดหอสมุดวชิรญาณ จน พ.ศ. 2448 กลายเป็นหอสมุดแห่งชาติ และในปี พ.ศ. 2450 เกิดโบราณคดีสโมสร มีวัตถุประสงค์ส่งเสริมการประพันธ์การศึกษาประวัติศาสตร์ และโบราณคดี โบราณคดีสโมสรออกหนังสือเล่มหนึ่งชื่อ “วชิรญาณ” ลงเรื่องวรรณคดีโบราณซึ่งหาต้นฉบับได้ยาก และสารคดีที่กวีเวลานั้นแต่งขึ้น งานสำคัญอีกอย่างหนึ่งของสโมสรนี้คือ พิจารณา คุณภาพของหนังสือทั้งเก่าและใหม่ แล้วประทับตราของสโมสรไว้เป็นเครื่องหมายประกาศเกียรติคุณ การหนังสือพิมพ์ เริ่มมีบ้างในรัชกาลที่ 4 ความนิยมวรรณคดีตะวันตกเริ่มเกิดขึ้น มีการแปลออกเป็นภาษาไทย

วรรณคดีที่มีชื่อเสียงในสมัยพระจุลจอมเกล้าฯ ได้แก่
1. พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
-พระราชพิธีสิบสองเดือน
-ไกลบ้าน
-พระราชวิจารณ์ต่างๆ
-ลิลิตนิทราชาคริต
-บทละครเรื่องเงาะป่า
-กวีนิพนธ์เบ็ดเตล็ด

2. พระยาศรีสมุทรโวหาร (น้อย อาจารยางกูร)
-แบบเรียนภาษาไทย 6 เล่ม
-พรรณพฤกษา และสัตวาภิธาน

3. เทียนวรรณ (ต.ว.ส.วัณณาโภ)
-ตุลวิภาคพจนกิจ
-ศิริพจนภาค

4. คณะกวี และนักเขียนนิตยสาร
-ร่ายยาวมหาเวชสันดรชาดก
-นิตยสาร เช่น ยุทธโกษ ธรรมจักษุ วิทยาจารย์ เทศาภิบาล

พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว
(ครองราชย์ระหว่าง พ.ศ. 2453-2468)
ลักษณะวรรณคดี วรรณคดีประเภทร้อยกรองเจริญถึงขีดสุด วรรณคดีประเภทร้อยแก้วก้าวหน้ายิ่งกว่ายุคสมัยที่กล่าวมา เป็นระยะที่คติทางตะวันตกเข้ามาในวงวรรณคดีไทยมากที่สุด หวนมานิยมวรรณคดี สันสกฤตอีกวาระหนึ่งเหมือนสมัยอยุธยา แต่ในคราวนี้ผ่านมาทางฉบับที่แปลเป็นภาษาอังกฤษ พระมงกุฎเกล้าฯ ทรงเป็นองค์ประธานในการแต่งวรรณคดีทรงสร้างสรรค์วรรณคดี ประเภทต่างๆ ไว้มากยิ่งกว่าคนไทย ในอดีตและปัจจุบันทรงสนับสนุนผู้แต่งหนังสือ โดยพระราชทานพระบรมราชานุเคราะห์ และพระราชทานเสรีภาพ ในการเขียนหนังสืออย่างกว้างขวาง ทรงตราพระราชบัญญัติวรรณคดีสโมสร พ.ศ. 2457

วรรณคดีที่มีชื่อเสียงสมัยพระมงกุฎเกล้าฯ ได้แก่
1. พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว
-ประเภทบทละคร ได้แก่ หัวใจนักรบ ศกุนตลา สาวิตรี มัทนะพาธา พระร่วง ท้าวแสนปม พระเกียรติรถ เวนิชวานิช ตามใจท่าน หมอจำเป็น มหาตมะ วิลัยเลือกคู่ ปล่อยแก่ หนามยอกเอาหนามบ่ง โรเมโอและจูเลียต พระยาราชวังสัน เป็นต้น

-ประเภทประวัติศาสตร์และโบราณคดี ได้แก่ เที่ยวเมืองพระร่วง ประเทศไอยคุปต์ สืบราชบัลลังค์ โปแลนด์ นารายณ์สิบปาง พร้อมภาคผนวก เป็นต้น

-ประเภทปาฐกถา และบทความ ได้แก่ เรื่องปลุกใจเสือป่า เทศนาเสือป่า ยิวแห่งบูรพาทิศ โคลนติดล้อ และเมืองไทยจงตื่นเถิด เป็นต้น

-ประเภทสารคดี ได้แก่ เรื่องบ่อเกิดแห่งรามเกียรติ์ พระศุนหเศป พระพุทธเจ้าตรัสรู้อะไร

-ประเภทร้อยกรองทั่วไป ได้แก่ พระนลคำหลวง ลิลิตพายัพ นิราศพระมะเหลเถไถ กาพย์เห่เรือ ธรรมาธรรมะสงคราม และมงคลสูตรคำฉันท์

-ประเภทบันเทิงคดี (ร้อยแก้ว Fiction) ได้แก่ นิทานรัชกาลที่ 6 นวนิยายเรื่องหัวใจคนหนุ่ม

2. พระเจ้าบรมวงศ์เธอสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ
-ไทยรบพม่า
-นิราศนครวัด
-เที่ยวเมืองพม่า
-นิทานโบราณคดี
-สาส์นสมเด็จ
-เสด็จประพาสต้น (พระนิพนธ์ยังมีอีกจำนวนมาก)

3. พระเจ้าบรมวงศ์เธอ สมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัตติวงศ์
-สาส์นสมเด็จ
-บทละครดึกดำบรรพ์ เรื่องสังข์ทอง คาวี อิเหนา สังข์ศิลป์ไชย อุณรุท มณีพิชัย กรุงพาน ชมทวีป รามเกียรติ์ ตอนศูรปนขาตีสีดา

4. พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระนราธิปประพันธ์พงศ์
-ประเภทประวัติศาสตร์ และโบราณคดี ได้แก่ เฉลิมพระเกียรติกษัตรีคำฉันท์ ลิลิตมหามกุฎราชคุณานุสรณ์ ลิลิตตำนานพระแท่นมนังคศิลาบาต พระราชพงศาวดารพม่า พงศาวดารไทยใหญ่

-ประเภทบันเทิงคดี ได้แก่ กลอนสุภาพเรื่องลูกอินทร์ เรื่องสั้นสร้อยคอที่หาย เรื่องแปล อาหรับราตรี บทละครสาวเครือฟ้า บทละครพระลอ บทละครไกรทอง บทละครมหาราชวงศ์พม่า แผ่นดินพระเจ้า สีปอมินทร์

-ประเภทธรรมะ และปรัชญา ได้แก่ ปัญจาภิณหะปัจจะเวกขน์ กับอัฏฐโลกธัมม รุไบยาต ลัทธิ และสมภาพพลเมืองคล้อยตามธรรมชาติ นรางกุโรวาท

-ประเภทจดหมายเหตุ ได้แก่ นิราศนราธิป อุทยานยวนถวิล

5. พระราชวรวงศ์เธอ กรมหมื่นพิทยาลงกรณ์ ทรงแต่งจดหมายจางวางหรํ่า สืบราชสมบัติ ตลาดเงินตรา นิทานเวตาล พระนางฮองไทเฮา กนกนคร พระนลคำฉันท์ สามกรุง

6. พระยาศรีสุนทรโวหาร (ผัน สาลักษณ์)
-อิลราชคำฉันท์

7. หลวงธรรมาภิมณฑ์ (ถึก จิตรกถึก) โคลงนิราศวัดรวก กฎาหกคำฉันท์ วินิศวาณิชคำฉันท์ เปริคลิศคำฉันท์ เพชรมงกุฎคำฉันท์ กลอนเรื่องสามก๊กตอนนางเตียวเสี้ยน ประชุมลำนำธาดามณีศรีสุพิณ

8. เจ้าพระยาพระเสด็จสุเรนทราธิบดี (ม.ร.ว.เปีย มาลากุล) พลเมืองดี จรรยาแพทย์ สมบัติผู้ดี

9. เจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรี (สนั่น เทพหัสดิน ณ อยุธยา) แบบเรียนธรรมจริยา ความเรียงเรื่องการศึกษาและเศรษฐกิจ โคลงกลอนครูเทพ

10. พระยาอุปกิตศิลปสาร (นิ่ม กาญจนาชีวะ) คำประพันธ์บางเรื่อง สงครามภารตะคำกลอน แบบเรียนสยามไวยากรณ์ อักขรวิธี วจีวิภาค วากยสัมพันธ์ และฉันทลักษณ์

11. นายชิต นุรทัต สาคมัคคีเภทคำฉันท์ กรุงเทพคำฉันท์ วรรณกรรมของกวีเอก ชิต บุรทัต

12. เสฐียรโกเศศ และนาคะประทีป กามนิต หิโตปเทศ นิยายเบงคลี กถาสริตสาคร ฯลฯ

13. พระยาสุรินทราชา (แม่วัน) ความพยาบาท

14. กรมหมื่นกวีพจน์สุปรีชา ฉันท์สังเวยดุษฎีฉัตรมงคลรัชกาลที่ 6 มหาชาติคำฉันท์ อลินจิตคำฉันท์

15. คณะกวีและนักเขียน ร่วมเขียนในนิตยสารสำคัญต่อไปนี้
-ดุสิตสมิต
-ทวีปัญญา
-ถลกวิทยา
-ลักวิทยา
-วิทยาจารย์
-ศัพท์ไทย
-ไทยเขษม
-เสนาศึกษา ฯลฯ

อิทธิพลของประเทศตะวันตกเริ่มเข้ามามีบทบาทสำคัญในวรรณคดีไทย พอสังเกตได้ดังนี้
1. การพิมพ์หนังสือไทย “ร้อยเอก เจมส์ โลว์” ชาติอังกฤษ คิดประดิษฐ์ตัวพิมพ์อักษรไทยขึ้นที่เมือง เบงกอล พ.ศ. 2471 การพิมพ์หนังสือไทยครั้งแรกทำที่สิงคโปร์ เรื่องที่พิมพ์เกี่ยวกับศาสนาคริสต์ ผู้ที่นำเครื่องพิมพ์เข้ามาเมืองไทยในสมัยแรก ได้แก่ พวกมิชชันนารี ชื่อ “รอบินสัน” ได้ตั้งเครื่องพิมพ์ภาษาไทยขึ้นใน พ.ศ. 2380 ส่วนมิชชันนารีคนสำคัญที่มีโรงพิมพ์หนังสือไทย คือ “หมอบรัดเลย์” เคยรับจ้างพิมพ์ “ประกาศทางราชการ เรื่องห้ามสูบฝิ่น” เมื่อ พ.ศ. 2382 ประกาศฉบับนี้ เป็นเอกสารภาษาไทยฉบับแรกที่พิมพ์ด้วยอักษรไทย ต่อมา รัชกาลที่ 4 โปรดเกล้าฯ ให้ตั้งโรงพิมพ์หลวงขึ้นเป็นครั้งแรก เมื่อ พ.ศ. 2401

2. หนังสือพิมพ์ เริ่มในไทย พ.ศ. 2387 หนังสือพิมพ์ฉบับแรกของไทย คือ บางกอกรีคอดเดอร” เป็นของชาวต่างประเทศ วารสารทางราชการฉบับแรก คือ ราชกิจจานุเบกษา เกิดใน พ.ศ. 2401 หนังสือ นิตยสารที่มีชื่อเสียงต่อมา เช่น
วชิรญาณ พ.ศ. 2427
ลักวิทยา พ.ศ. 2443
ถลกวิทยา พ.ศ. 2443
วิทยาจารย์ พ.ศ. 2445
ทวีปัญญา พ.ศ. 2447 ฯลฯ

3. ลิขสิทธิ คือ กรรมสิทธิ์ในการพิมพ์หนังสืออันเป็นแบบอย่างของประเทศตะวันตก เริ่มเกิดขึ้นใน ประเทศไทย เมื่อครั้งหม่อมราโชทัยขายลิขสิทธิ์นิราศลอนดอนแก่หมอบรัดเลย์ เป็นเงิน 400 บาท เมื่อปี พ.ศ.2405

4. วรรณคดีไทยที่ใช้ฉากประเทศตะวันตก บรรยายเรื่อง คือ นิราศลอนดอน และจดหมายเหตุของหม่อมราโชทัย ใช้ฉากประเทศยุโรปบรรยายเรื่องแต่งใน พ.ศ. 2400

5. การใช้นามแฝง อันเป็นแบบอย่างของประเทศตะวันตก เริ่มมีครั้งแรกในหนังสือวชิรญาณ

6. หอสมุดแห่งชาติ หอสมุดสำหรับประซาชนแห่งแรกของประเทศไทยคือหอสมุดวชิรญาณ ตั้งขึ้นใน ปี พ.ศ. 2448 ต่อมาขยายกิจการเป็นหอสมุดแห่งชาติ

7. สมาคม หรือสโมสร สมาคมหรือสโมสรทางวรรณคดีคือ
โบราณคดีสโมสร ตั้งเมื่อ พ.ศ. 2450
วรรณคดีสโมสร ตั้งเมื่อ พ.ศ. 2457
วรรณคดีสมาคม ตั้งเมื่อ พ.ค. 2470
สำนักวัฒนธรรมทางวรรณกรรม สภาวัฒนธรรมแห่งชาติ ตั้งเมื่อ พ.ศ. 2485

8. การแปลหนังสือ หรือบทความ เรื่องที่ลงวารสารส่วนใหญ่ที่ออกในรัชกาลที่ 5-6 เช่น ลักวิทยา ถลกวิทยา ทวีปัญญา ฯลฯ ส่วนมากแปลจากภาษาอังกฤษ แม้จะเกี่ยวกับวรรณคดีอินเดียก็แปลจากต้นฉบับ ภาษาอังกฤษ เช่น
ลิลิตนิทราชาคริต รัชกาลที่ 5 ทรงพระราชนิพนธ์จากฉบับภาษาอังกฤษเรื่อง The Sleeper Awaken
บทพระราชนิพนธ์ รัชกาลที่ 5 ทรงแปลมาจากบทละครของเชคสเปียร์ ได้แก่
เวนิชวานิช จาก The Merchant of Venice
ตามใจท่าน จาก As You Like It
โรเมโอกับจูเรียต จาก Romeo and Juliet

กนกนคร และนิทานเวตาลของ น.ม.ส. ซึ่งเป็นวรรณคดีอินเดีย ทรงแปลมาจากฉบับที่เป็นภาษาอังกฤษ

9. นวนิยาย และเรื่องสั้น เป็นแบบวรรณคดีของตะวันตก เริ่มแพร่ในวงวรรณคดีไทยในรัชกาล ที่ 5 และเจริญเรื่อยมาจนทุกวันนี้ ในระยะแรกนวนิยายและเรื่องสั้นของไทยได้แปลและได้โคลงเรื่องมาจากตะวันตก นวนิยายแปลที่มีชื่อเสียง ได้แก่

ความพยาบาทของแม่วัน แปลจาก Vendetta ของ Marie Corelli เป็นนวนิยายแปลเรื่องแรกของไทย

เรื่องสร้อยคอที่หายของประเสริฐอักษร ได้เค้าโครงจาก The Necklace ของ Guy de Maupassant ของฝรั่งเศส

10. บทละครพูดและละครร้อง การแต่งบทละครพูดได้แนวจากตะวันตกโดยตรง เริ่มมีขึ้นในรัชกาลที่ 5 รุ่งเรืองสูงสุดในรัชกาลที่ 6 มีทั้งเรื่องที่แปล และได้เค้าโครงเรื่องมาจากประเทศตะวันตก และที่คนไทยผูกขึ้นเอง เช่น พระราชนิพนธ์บทละครของรัชกาลที่ 6 ทรงแปลจากเรื่องของเช็คสเปียร์ ทรงแปลจากบทละครฝรั่งเศส และที่ทรงคิดขึ้นเองมีมากมาย

ละครพูดที่ดีที่สุดที่วรรณคดีสโมสรตัดสิน ได้แก่ “หัวใจนักรบ” พระราชนิพนธ์รัชกาลที่ 6

ละครร้อง เป็นแบบนาฏศิลป์ดัดแปลงจากละครฝรั่ง ผู้ริเริ่มคือ กรมพระนราธิปประพันธ์พงศ์

วรรณคดีไทยหลังรับอิทธิพลจากตะวันตก
ได้แก่ วรรณคดีไทยตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 4 (พ.ศ. 2411) จนกระทั่งปัจจุบัน มีลักษณะที่เปลี่ยนแปลงไป พอจะสรุปได้ดังนี้คือ

1. มุ่งแสดงความจริงมากกว่าความงาม การใช้คำมุ่งรสความควบคู่กับรสคำ อาจจะไม่อาทรต่อรสคำมากนัก

2. ใช้สังคมเป็นแกน ใช้ความขัดแย้งของตัวละครชี้ให้เห็นปัญหา และทิศทางของสังคม พยายามให้มนุษย์ใช้สมองเพื่อควบคุมธรรมชาติ

3. ความเชื่อคำนึงถึงหลักวิทยาศาสตร์ และหลักจิตวิทยาเป็นสำคัญ พยายามให้ผู้อ่านตระหนักถึงสภาพความเป็นจริง ให้รู้กลไกลในชีวิตและสังคม

4. แนวการเขียนเป็นแบบสัจนิยม (Realism) แบบธรรมชาตินิยม (Naturalism) แบบสังคมนิยม (Socialism) และอาจจะเป็นแบบ Existentialism คือแบบไม่ถืออะไรเป็นแก่นสาร

5. ประดิษฐ์การเป็นแบบประดิษฐีการนฤมิตร คือ คิดแต่งเรื่องแปลกๆ ใหม่ๆ ชนิดที่ผู้อ่านไม่เคยพบเห็นมาก่อน

6. ส่วนมากเป็นร้อยแก้ว เพราะสามารถแสดงความจริงและดูเป็นธรรมชาติมากกว่า ไม่เห็นเป็นการเสแสร้ง หรือปรุงแต่ง

7. การสร้างฉาก และบรรยากาศ พิจารณาในรูปความเป็นจริง

8. ตัวละครจำลองจากชีวิตมนุษย์ไนสังคม พบเห็นได้ง่าย และพบได้ทั่วไป

9. ผู้ประพันธ์มีทัศนะต่างๆ กัน บางกลุ่มถือว่าสร้างศิลปะเพื่อศิลปะ บางกลุ่มถือว่าสร้างศิลปะเป็นแนวทางแก่สังคม และบางกลุ่มถือว่าการสร้างศิลปะเพื่อชีวิต และเพื่อประชาชน

ที่มา:สุภา  ฟักข้อง

บทกลอนน่าสนใจอื่น ๆ: