รามเกียรติ์

รามเกียรติ์
ประวัติ รามเกียรติ์พระราชนิพนธ์พระเจ้ากรุงธนบุรีเขียนไว้ในสมุดไทยดำ ตัวอักษรเป็นสีทอง สร้างด้วยความประณีตบรรจงมาก มี 4 สมุดไทย กรมศิลปากรนำมาพิมพ์เผยแพร่หมดทั้ง 4 ตอนคือ

ตอน 1    ตอนพระมงกุฎ
ตอน 2    ตอนหนุมานเกี้ยวนางวานรินท้าวมาลีวราชมา
ตอน 3    ตอนท้าวมาลีวราช พิพากษาจนทศกัณฐ์เข้าเมือง
ตอน 4    ตอนทศกัณฑ์ตั้งพิธีทรายกรด พระลักษณ์ต้องหอกกบิลพัทจนผูกผมทศกัณฑ์กับนางมณโฑ

ในบานแผนกบอกวัน เวลา ที่ทรงพระราชนิพนธ์ไว้ทุกเล่มตอนต้นว่า “วันอาทิตย์ เดือน 6 ขึ้นคํ่าหนึ่ง จุลศักราช 1132 ปีขาล โทศก” ซึ่งตรงกับ พ.ศ. 2323 เป็นปีที่ 3 ในรัชกาลของพระองค์

ก่อนหน้านี้เพียง 1 ปี พระราชพงศาวดารได้บันทึกว่า เสด็จไปราชการทัพเมืองนครฯ เมื่อเสด็จกลับได้นำพระไตรปิฎกบรรทุกเรือเข้ามาจำลองไว้สำหรับพระนครด้วย

ส่วนในจดหมายเหตุความทรงจำของกรมหลวงนรินทรเทวี มีความว่า เจ้าเมืองนครฯ กับพวกพ้องถูกจับถวายตัว ทั้งละครผู้หญิง เครื่องประดับ เงินทอง จึงเข้าใจว่า พระเจ้ากรุงธนบุรีคงได้ตัวละครพร้อมบทมาจากเมืองนครฯ และในคราวนี้เอง ลักษณะการแต่งตามที่ปรากฏในสมุดไทย มีความบอกว่าทรงแก้ไข ’’แปลง” ใหม่บ้าง “แทรก” บางเนื้อความจะคล้ายคลึงกับของรัชกาลที่ 1

ผู้แต่ง พระเจ้ากรุงธนบุรี

ลักษณะการแต่ง เป็นกลอนบทละคร มีสำนวนกลอนแบบเก่าสมัยกรุงศรีอยุธยา มีเพลงและท่ารำ ประกอบครบครัน

ความมุ่งหมาย สันนิษฐานได้หลายประการดังนี้
1. เพื่อใช้เป็นบทละครหลวง ตามธรรมเนียมต้องเล่นเรื่องรามเกียรติ์ ตามพงศาวดารฉบับฟันจันทนุมาศ ว่า สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรียกกองทัพไปตีเมืองนครศรีธรรมราช พ.ศ. 2312 ได้จับตัวเจ้านครพร้อมด้วยละครหญิงเข้ามาก่อตั้งละครหลวงขึ้น จึงต้องทรงพระนิพนธ์บทละครขึ้นใช้ด้วย
2. มีพระราชประสงค์จะเป็นเครื่องบันเทิงใจแก่ประชาชน
3. ทรงสืบราชประเพณีในการส่งเสริมวรรณกรรมโดยกษัตริย์ทรงพระราชนิพนธ์ด้วยพระองค์เอง
4. เพื่อฟื้นฟูและรักษาเรื่องรามเกียรติ์ที่มีมาแต่ครั้งกรุงเก่า เหมาะที่จะเป็นแนวคิด และสิ่งปลอบใจของประชาชนในขณะนั้น ประกอบกับทรงแทรกเรื่องวิปัสสนา ซึ่งพระองค์ทรงสนพระทัยอย่างยิ่งเข้าไว้ด้วย เท่ากันเป็นการแนะนำแนวทางให้ประชาชนปฏิบัติให้เกิดความสงบสุขทางใจ

เนื้อความ ทรงพระราชนิพนธ์ไว้ 4 ตอนดังนี้

ตอน 1 ตอนพระมงกุฎ เรื่องตอนนี้เป็นตอนท้ายของรามเกียรติ์ ทรงพระราชนิพนธ์เป็นเรื่องแรก เนื้อเรื่องกล่าวถึงพระมงกุฎ พระลบ โอรส พระรามกับนางสีดาอยู่ในป่ากับฤๅษีวาลมีกิ เพราะนางสีดาถูกเนรเทศไป ฤาษีมอบศรวิเศษให้สองกุมาร สองกุมารลองศรเสียงกัมปนาทถึงอโยธยา พระรามได้ยินเสียงกึกก้อง จึงทำพิธีอัศวเมธ ปล่อยม้าอุปการรับสั่งให้พระภรต พระศัตรุฆน์ และหนุมานคุมกองทัพตามไป หนุมานเสียทีพระมงกุฎ พระพรตออกรบจับพระมงกุฎไปถวายพระราม แต่พระลบแก้ไปได้และพาหนี จบลงตอนพระรามยกกองทัพไปตามจับสองกุมาร

ตอน 2 ตอนหนุมานเกี้ยวนางวานริน ตอนนี้เนื้อความตอนต้นขาดหายไป จึงเริ่มต้นตั้งแต่ตอนหนุมานพบนางวานรินในถํ้า (นางวานรินเป็นนางฟ้าถูกสาป) และได้นางเป็นภรรยา หนุมานไปฆ่าวิรุณจำบังสำเร็จจึงกลับมาส่งนางไปสวรรค์ ทศกัณฑ์ให้ไปเชิญท้าวมาลีวราชมากรุงลงกาเพื่อช่วยเป็นฝ่ายตน ตอน 2 จบลงแค่ ท้าวมาลีวราชมาถึงสนามรบ แต่ไม่ยอมเข้าไปกรุงลงกา

ตอน 3 ตอนท้าวมาลีวราชพิพากษาด้วยความเที่ยงตรง ให้โจทย์ จำเลย สีดามาสนามรบด้วย และให้ทศกัณฑ์คืนนางสีดา แต่ทศกัณฑ์ไม่ยอมจึงถูกท้าวมาลีวราชสาปแช่ง

ตอน 4 ตอนที่ทศกัณฐ์ตั้งพิธีทรายกรด และปลุกเศกหอกกบิลพัทนางมณโฑยุให้ทศกัณฐ์ฆ่าพิเภก เพราะเป็นผู้คอยทำนายบอกเรื่องราวต่างๆ ให้ฝ่ายพระราม พิเภกหนีแอบบังพระลักษมณ์ พระลักษมณ์จึงต้องหอกกบิลพัทของทศกัณฐ์ หนุมานต้องเหาะไปหายาแก้ แม่หินบดยาอยู่ที่เมืองนาค ส่วนลูกหินอยู่ลงกา ทศกัณฐ์หนุนนอน หนุมานสะกดให้หลับและหักยอดปราสาทไปลักลูกหินมาได้ แล้วแกล้งผูกผมทศกัณฐ์กับนางมณโฑไว้ด้วยกัน จึงต้องเชิญฤๅษีโคบุตรมาแก้ (วิธีแก้คือ ให้นางมณโฑชกเศียรทศกัณฐ์จะหลุด)

หนังสือ “ชุมนุมตัวอย่างพระราชนิพนธ์บทกลอน” ของหอพระสมุดวชิรญาณ อธิบายไว้ตอนท้าย พระราชนิพนธ์พระเจ้ากรุงธนบุรีว่า

“พระราชนิพนธ์พระเจ้ากรุงธนบุรี เล่นละครยากนัก เล่ากันมาว่า ทรงพระราชนิพนธ์อย่างไร จะให้ร้องและให้รำได้อย่างพระราชนิพนธ์ บางทีต้นบทร้องไม่ได้ ถึงทรงพระพิโรธ”

รัชกาลที่ 5 ทรงเล่าไว้ตอนหนึ่งในหนังสือพระราชนิพนธ์ว่า

“แต่พระราชนิพนธ์พระเจ้ากรุงธนบุรีนั้นผิดมาก มีเล่ากันว่า ตังโฮกฮากหลายตอน เมื่อจวนจะคลั่งอยู่แล้ว พระราชนิพนธ์ที่ถูกเฆี่ยนถูกตีกันมาก คือ ตอนถวายลิงว่า กลางวันก็ใช้ กลางคืนก็ใช้ นั่งยามตามไปตีเกราะ เคาะไม้ อยู่ไม่ได้จึงหนีมา”

วรรณคดีเรื่องนี้ใช้เวลาแต่งจริงๆ เพียง 2 เดือนเท่านั้น นับว่าเป็นงานรีบด่วน จึงทรงออกตัวไว้ว่า “ยังทราม ยังพอดีอยู่” อย่างไรก็ตาม ก็ยังนับว่าพระองค์ทรงเริ่มฟื้นฟูการแต่งวรรณคดีให้กลับมีขึ้นอีก ทั้งที่พระราชภาระอย่างอื่นที่จะต้องทรงกระทำรีบด้วยเต็มพระหัตถ์

ข้อความสำคัญ
ตอนหนุมานเกี้ยวนางวานริน
เจ้านี้ยศยิ่งยอดกัลยา        สาวสวรรค์ชั้นฟ้าไม่มีสอง
อย่าแคลงพี่จะให้แจ้งน้อง    ขอต้องนิดหนึ่งนารี
นี่แน่เมื่อพบอสุรา        ยังกรุณาบ้างหรือสาวศรี
หรือเจ้ากลัวมันราวี        จูบทีพี่จะแผลงฤทธา
………………………..        ………………………………
ขวัญเอยขวัญตา            กรุณาบ้างเถิดมารศรี
พี่จะติดตามต่อไพรี        ปราณีเหมือนอวยไชยไป
ว่าพลางทางรวบรึงรัด        เออนี่หยิกกัดเป็นไฉน
ดูแรงแข็งขืนหรือไร        ฟัดฟั้นกันไปเป็นโลกา

ตอนหนุมานรบวิรุณจำบัง
ฝ่ายวิรุณจำบังตกใจ        ก็รู้ว่าไฟมาตามผลาญ
จึงอ่านพระเวทวิชาการ    บันดาลแทรกตัวออกมา
พ้นจากวงหางขุนกระบี่    อสุรีอายใจยักษา
ก็ผาดโผนแผลงฤทธา        กลับเข้าเข่นฆ่าหนุมาน
หนุมานเผ่นโผนโจนรับ        จับกุมกันตามกำลังหาญ
วิรุณจำบังตีหนุมาน        พลังทานมิได้จมไป
หนุมานผุดขึ้นอ่านมนต์    เข้าผจญชิงเอาตระบองได้
ตีวิรุณจำบังจมไป        ผุดเมื่อไรซ้ำตีอสุรา

ตอนฤาษีโคบุตรสอนทศกัณฐ์
อันได้เนกขัมประหารแล้ว    คือแก้ววิเชียรไม่มีค่า
ทั้งฤทธิ์และจิตวิชชา        อีกกุพะนามโนมัย
กอปรไปด้วยโสตประสาทญาณ    กาลชาติหน้าหลังระลึกได้
ถึงนั่นแล้วอันจะบรรลัย    ไม่มีกะตัวถ่ายเดียว

ตอนทศกัณฐ์ตั้งพิธีกรดและเผารูปเทวดา  โดยบอกแก่นางมณโฑ
ฝ่ายพี่จะปั้นรูปเทวา        บูชาเสียให้มันม้วยไหม้
ครั้นถ้วนคำรบสามวันไซร้    เทวัญจะบรรลัยด้วยฤทธา
ไม่ยากลำบากที่ปราบ        ราบรื่นมิพักไปเข่นฆ่า
พี่ไม่ให้ม้วยแต่นางฟ้า        จะพามาไว้ในธานี

ตอนนางมณโฑกล่าวแก่ทศกัณฐ์ เรื่องสงครามปลอบใจว่า
ประการหนึ่งแม้มีเหตุ        เวทนาพาลงหมกไหม้
ฝ่ายซึ่งการแพ้ชนะไซร้        สุดแต่ให้สร้างสมมา
ถึงกระนั้นก็นอันประเวณี    ใหมีความพากเพียรจงหนักหนา
กอปรมนต์ดลทั้งวิญญาณ        สัจจสัจจาปลงไป
ล้างอาสวะจิตมลทิน            ให้ภิญโญสิ้นปัถมัย
เมียเขาจะเอามันมาไย            ไม่ควรถือคือกาลกิณี

คุณค่า
1. แทรกความรู้ ความคิดทางวิปัสสนาธุระ ซึ่งแสดงว่า ขณะที่ทรงพระราชนิพนธ์นั้น ทรงศึกษาหรือได้เริ่มปฏิบัติวิปัสสนาแล้ว เช่น ตอนฤาษีโคบุตรกล่าวแก่ทศกัณฐ์ว่า

พระมุนีจึงมีเวรกรรม            มันทำท่านท้าวยักษี
กันจะแก้ไขไปให้ดี            ก่อกิจพิธีว่องไว
จึงจะสิ้นทิลบาปหยาบหยาม    พยายามอนุโลมลามไหม้
ล้างลบอกุศลถุลจัย            เข้าไปในเชาว์วิญญาณ์
เป็นศีลสุทธิวุทธิ                หิริโดยตะทังคะประหาร
ถือบทแห่งโคตระภูญาณ        ประหารโทษที่หนึ่งไป

2. ในด้านอักษรศาสตร์ จะเห็นจากการใช้คำ ใช้คำง่ายๆ พื้นๆ บรรยายสั้นๆ กระทัดรัด ตรงไปตรงมา ทันอิริยาบทของตัวละคร จะเห็นได้จากตอนหนุมานรบวิรุณจำบังที่กล่าวแล้วข้างต้น และการใช้คำพื้นๆ ตลอดเรื่อง เหมาะที่จะเป็นบทละครสำหรับผู้ชมทั่วไปได้อีกด้วย

3. คุณค่าทางประวัติศาสตร์ ถ้าจะศึกษาประวัติศาสตร์ของสมัยธนบุรี หรือบุคลิกภาพของพระเจ้ากรุงธนบุรี ศึกษาได้จากวรรณคดีเรื่องนี้ โดยเฉพาะบุคลิกภาพของพระเจ้ากรุงธนบุรี ศึกษาได้ชัดเจนจากลักษณะและนิสัยตัวละครในเรื่อง จำลองจากพระราชอัธยาศัยของพระองค์เอง ดังจะสังเกตได้ว่า ตัวละครมักจะทรงธรรม ซึ่งเป็นพระราชอัธยาสัยของพระองค์อยู่แล้ว อย่างเช่น การเรียกท้าวมาลีวราชว่า

“พระทรงธรรมิกราขเป็นใหญ่”    “พระกอบกิจกรรมเป็นใหญ่”
“พระทรงจตุศีลยักษา”            “พระทรงทศธรรมรังสี”

และปรากฏความตอนหนึ่งที่นางวานรินเล่าถึงพระอิศวร ว่า

วันหนึ่งจึงเธอออกนั่ง        ยังบัลลังค์รัตน์รังสี
สนทนา ไญยธรรมอันมี    กับนารอทฤาษีมาญาณ เป็นต้น

ที่มา:สุภา  ฟักข้อง

บทกลอนน่าสนใจอื่น ๆ: