ลิลิตตะเลงพ่ายของกรมพระปรมานุชิตชิโนรส

ประวัติ ลิลิตตะเลงพ่ายนี้ กรมพระปรมานุชิตชิโนรส ทรงนิพนธ์ขึ้นแต่ครั้งยังทรงดำรงพระยศเป็นกรมหมื่น ตามความที่บอกตอนท้ายของหนังสือว่า ทรงพยายามอยู่หลายปี พระองค์เจ้ากปิษฐาขัตติยกุมาร (ภายหลัง เป็นกรมหมื่นภูบาลบริรักษ์) พระภาคิไนย ทรงช่วยเหลือบ้างเล็กๆ น้อยๆ ดังโคลงที่ว่า

เวลาที่ทรงนิพนธ์ มีเค้าว่าทรงนิพนธ์เรื่องตะเลงพ่ายมาก่อน ทรงปฏิสังขรณ์วัดพระเชตุพนฯ เป็นเวลาหลายปี แต่มาจบในปี พ.ศ. 2375 เมื่อรัชกาลที่ 3 ทรงปฏิสังขรณ์วัดพระเชตุพนฯ ดังโคลงว่า

บรรจงเสาวเลขแล้ว        หลายคง ขวบฤา
ปางปิ่นธเรศอำรุง        โลกยเลี้ยง
ทำนุเชตุพนผดุง            เผดอมตึก เต็มเออย
อาวาศอาสนเพ่งเพี้ยง        แผ่นฟ้ามาเสมอ

ผู้แต่ง สมเด็จพระมหาสมณะเจ้า กรมพระปรมานุชิตชิโนรส

ลักษณะการแต่ง ทำนองลิลิต ใช้ร่ายสุภาพสลับโคลงสุภาพ

ความมุ่งหมาย เพื่อเทอดพระเกียรติสมเด็จพระนเรศวร และพระเอกาทศรถ

เนื้อความ เริ่มต้นชมบารมี พระเดชานุภาพของสมเด็จพระนเรศวร แล้วดำเนินความตามประวัติศาสตร์ ว่า พระเจ้าหงสาวดีนันทบุเรงทรงทราบข่าวสวรรคตของพระมหาธรรมราชา จึงรับสั่งให้พระมหาอุปราชา ราชโอรสมาตีไทย ขณะที่พระนเรศวรกำลังเตรียมทัพไปตีกัมพูชา เมื่อพระนเรศวรทราบข่าวศึก ก็ทรงถอนกำลังไปสู้รบกับพม่าทันที ทัพหน้าล่วงหน้าไปที่ตำบลหนองสาหร่าย พระมหาอุปราชาคุมทัพมากับพระเจ้าเชียงใหม่ รี้พล 5 แสน เข้าเขตไทยทางด่านเจดีย์สามองค์ ชมนก ชมไม้ ชมเนื้อ และครํ่าครวญถึงพระสนมกำนัลมาตลอด จนผ่านไทรโยค ลำกระเพิน และเข้ายึดเมืองกาญจนบุรีได้โดยสะดวก ต่อจากนั้นก็เคลื่อนพลผ่านพนมทวน เกิดลางร้ายลมเวรัมภาพัดฉัตรหัก ทรงตั้งค่ายที่ตำบลหนองสาหร่าย เมื่อทราบว่าพม่าส่งทหารมาลาดตระเวน ทรงแน่ใจว่าพม่าจะต้องโจมตีทัพไทย จึงรับสั่งให้ทัพหน้าเข้าปะทะข้าศึก แล้วล่าถอยเพื่อลวงข้าศึกให้ประมาท แล้วพระนเรศวรและพระเอกาทศรถทรงนำทัพหลวงออกช่วยตีกระหนาบ ช้างพระที่นั่งสองเชือก ตกมัน ถลันเข้าไปในหมู่ข้าคึก แม่ทัพนายกองตามไม่ทัน พระนเรศวรตรัสท้าพระมหาอุปราชาทำสงครามยุทธหัตถี จนมีชัยชนะ พระมหาอุปราชาคอขาดบนคอช้าง พระเอกาทศรถกระทำยุทธหัตถีชนะมังจาชโร เมื่อ กองทัพพม่าแตกพ่ายไปแล้ว พระนเรศวรรับสั่งให้สร้างพระสถูปเจดีย์ไว้เป็นเกียรติยศ เสร็จแล้วทรงเลิกทัพกลับอยุธยา โปรดเกล้าฯ ปูนบำเหน็จให้แก่นายทหารที่ตามเสด็จ และรับสั่งลงโทษแก่นายทัพนาย
กองที่ตามเสด็จไม่ทัน แต่สมเด็จพระวันรัตวัดป่าแก้วทูลขอชีวิตไว้ รับสั่งให้ไปตีเมืองทวาย ตะนาวศรี และมิริดแทนแก้ตัว เชียงใหม่ซึ่งเป็นของพม่ามาขอพึ่งบรมโพธิสมภาร พระนเรศวรทรงรับไว้ เรื่องจบลงด้วยยอเกียรติอีกครั้งหนึ่ง

ข้อความสำคัญ
บทเปรียบเทียบตอนพระมหาอุปราชา ชมนก ชมไม้
นางนวลนึกนิ่มน้อง        นวลปราง
จากพรากพรากจากนาง    หนึ่งนั้น
พิราพพิราปคราง        ครวญแข่ง ข้าฤา
บัวว่าบัวนุชปั้น            อกน้องเรียมถนอม

รังนานนึกหนึ่งน้อง        รังนาน
เท้งทูตทูตเท้งสาร        สื่อน้อง
แขกขวานคู่ขวาญราญ    รอนอก เรียมฤา
กวักดั่งกวักหัตถ์ร้อง        เรียกเจ้าหาหาย

สายหยุดหยุดกลิ่นฟุ้ง        ยามสาย
สายบ่อหยุดเสน่ห์หาย        ห่างเศร้า
กี่คืนกี่วันวาย            วางเทวษ ราแม่
ถวิลทุกขวบค่ำเช้า        หยุดได้ฉันใด
…………………….        …………………….
ไม้โรกเหมือนโรคร้าย        รุมกาม
ไฟว่าไฟราคลาม            ลวกร้อน
นางแย้มหนึ่งแย้มยาม        เยาว์ยั่ว แย้มฤา
ตูมดังตูมตีข้อน            อกอั้นกันแสง

การเล่นคำ ตอนชมทัพ ชมนก
พิศพลธงมากมอง    พิศพลทวนมากหมู่    พลดาบคู่สามารถ
พลหอกซัดสามารถ    ดาษพลโล่ห์สรพรั่ง    พลแหลนดั่งสรพร้อม
พลดั้งด้อมดูสลอน    พลกุมศรเนืองนันต์    พลกุมกุฑัณฑ์เนืองนอง
พลเขนทองเป็นหลั่น    พลกั้นหยั่นเป็นเหล่า    พลเสน่าเหลือหลาย
พลกริชกรายเหลือหลาก    ………………..    ………………………….

กระเตนกระตั้วตื่น        แตกคน
ยูงย่องยอดยูงยล        โยกย้าย
นกเปล้านกปลีปน        ปลอมแปลก กันนา
คล่ำคล่ำคลิ้งโคลงคล้าย    คู่เคล้าคลอเคลีย

กระบวนจัดบทสนทนา
ตอนพระเจ้าหงสาวดี ประชดพระมหาอุปราชา
เจ้าอยุธยามีบุตร        ล้วยยงยุทธเชี่ยวชาญ        หาญหักศึกบมิย่อ
ต่อสู้ศึกบมิหย่อน    ไป่พักวอนว่าใช้            ให้ธหวงธห้าม
แม้เจ้าคร้ามเคราะห์กาจ    จงอย่ายาตรยุทธนา    เอาพัสตราสตรี
สวมอินทรีย์สร่างเคราะห์

พระนเรศวรตรัสท้าพระมหาอุปราชา
พระพี่พระผู้ผ่าน            ภพอุต ดมเอย
ไป่ชอบเชษฐ์ยืนหยุดๆ        ร่มไม้
เชิญราชร่วมคชยุทธ์        เผยอเกียรติ ไว้แฮ
สืบกว่าสองเราไสร้        สุดสิ้นฤามี
……………………..        ………………………
หวังเริ่มคุณเกียรติก้อง        กลางรงค์
ยืนพระยศอยู่คง            คู่หล้า
สงครามกษัตริย์ทรง        ภพแผ่น สองฤา
สองราชรอนฤทธิ์ร้า        เรื่องรู้สรรเสริญ

ตอนเปรียบเทียบชัยชนะของพระนเรศวรกับการชนะมารของพระพุทธเจ้า
พระตรีโลกนารถแผ้ว        เผด็จมาร
เฉกพระราชสมภาร        พี่น้อง
เสด็จไร้พิริยะราญ        อรินาศ ลงนา
เสนอพระยศยินก้อง        เกียรติท้าวทุกภาย

ตอนพระเจ้าเชียงใหม่เปรียบศึกที่มาติดเมืองไทย
เสมอมฤครอสีห์    เฉกสกุณีโหมกราน    ลาญชีวาตม์ทุกครั้ง

ภาพพจน์
ตอนรบกับพม่า
ธก็ไสสองสารทรง    ตรงเข้าถีบเข้าแทง    ด้วยแรงมันแรงกาย
หงายงาเสยสารเศอก    เผอกพังพ่ายบ่ายตน    ปะปนไปไขว่คว้าง
ช้างศึกได้กลิ่นมัน    หันหัวหกตกประหม่า    บ่ากันเลี่ยงกันหลบ
ปะทะประทบอลวล    สองคชชนชาญเชี่ยว    เรี่ยวรณรงค์เรองแรง
แทงถีบอัดตะลุมบอน    พม่ามอญตายกราด    ข้าศึกสาดปืนโซรม
โรมกุทัณฑ์ธนู    ดูดั่งพรรษาซร้อง    ไป่ตกต้องตนสาร
ธุมาการเกิดตระหลบ    อบอลเวงฟากฟ้า    ดูบ่รู้จักหน้าหนึ่งสิ้นแสงไถง แลนาฯ

เบื้องหน้านฤนารถผู้        สยามินทร์
เบี่ยงพระมาลาผิน        ห่อนพ้อง
ศัตราวุธอรินทร์            ฤาถูก องค์เออย
เพราะพระหัตถ์หากป้อง    ปัดด้วยขอทรง

บัดมงคลพ่าห์ไท้            ทวารัติ
แว้งเหวี่ยงเบี่ยงเศียรบัด    ตกใต้
อุกคลุกพลุกเงยงัด        คอคช เศอกแฮ
เบนบ่ายหงายแหงนให้    ท่วงท้อทีถอย
……………………..        ……………………
สองโจมสองจู่จ้วง        บำรู
สองขัตติยะสองขอชู        เชอดด้าม
กระลึกกระลอกดู        ไวว่อง นักนา
ควาญขับคชแข่งค้ำ        เข่นเขี้ยวในสนาม

พระมหาอุปราชาขาดคอช้าง
อุรารานร้าวแยก            ยลสยบ
เอนพระองค์ลงทบ        ท่าวดิ้น
เหนือคอคชซอนซบ        สังเวช
วายชีวาตม์สุดสิ้น        สู่ฟ้าเสวยสวรรค์

ความโน้มน้าวอารมณ์
พระมหาอุปราชาครวญ
สงครามครานี้หนัก        ใจเจ็บ ใจนา
เรียมเร่งแหนงหนาวเหน็บ    อกโอ้
ลูกตายฤใครเก็บ            ผีฝาก พระเออย
ผีจักเท้งที่โพล้            ที่เพล้ใครเผา

พระเนานคเรศอ้า        เอองค์
ฤาบ่มีใครคง            คู่ร้อน
จักริจักเร่อมรงค์            ฤาลุ แล้วแฮ
พระจักขุ่นจักข้อน        จักแค้นดับทรวง

พระคุณตวงเพียบพื้น        ภูวดล
เต็มตระลอดแหล่งบน        บ่อนใต้
พระเกอดพระก่อชนม์        ชุบชีพ มานา
เกรงบ่ทันลูกได้            กลับเต้าตอบสนอง

คุณค่า
1. ลิลิตตะเลงพ่าย มีความประณีตหมดจดเป็นเลิศ มีความบรรเจิดบรรจงเป็นเยี่ยม ในจำพวกหนังสือ ลิลิตของท่าน เป็นทั้งอนุสรณ์ กรณียกิจ แห่งมหาวีรกษัตริย์ ผู้ทรงกอบกู้ชาติ และอนุสาวรีย์ ประกาศกวีเกียรติแห่ง ผู้ทรงนิพนธ์ เพียบพร้อมด้วยลักษณะอันควรยกย่องให้เป็น “มหากาพย์” ทุกประการ

นักปราชญ์ยกย่องกันว่าทรงแต่งได้ดีเลิศ ไม่มีใครแต่งสู้สมเด็จพระมหาสมณะเจ้าฯ ได้เลย ตลอดมา จนกระทั่งทุกวันนี้ ดังที่ น.ม.ส.กล่าวชม “ตะเลงพ่าย” ในหนังสือสามกรุงของท่านว่า

ทรงเชลงเตลงพ่ายเร้า      รึงใจ
ผู้สดับจับหฤทัย            ทุกผู้
คำหอมกล่อมกลอนไพ    เราะโสตร
ยังไม่มีใครสู้            แต่นั้นนานมา

2. วรรณคดีเรื่องนี้แม้จะเป็นเรื่องรบ แต่สมเด็จพระมหาสมณะเจ้าฯ ได้แทรกรสของวรรณคดีไว้ทุกรส เช่น ตอนพระมหาอุปราชาครวญถึงพระสนมมิได้มีในพระราชพงศาวดาร แต่งเป็นความแทรกเอาเอง และจำเป็นต้องแทรกเพราะเชื่อกันว่า วรรณคดีขาดบทรำพันสวาทไม่ได้ ขาดแล้วจะทำให้วรรณคดีหย่อนรสไป และวรรณคดีเรื่องนี้ สมเด็จพระมหาสมณะเจ้าฯ ทรงแทรกข้อความทำนองนิราศลงตอนพระมหาอุปราชาจากพระสนมกำนัล ตอนเกิดลางร้าย เช่น ตอนพระมหาอุปราชาทรงเข้าพระมนเทียรลาพระสนมความว่า

พระผาดผายสู่ห้อง            หาอนุชนวลน้อง
หนุ่มหน้าพระสนม
ปวงประนมนบเกล้า            งามเสงี่ยมเฟี้ยมเฝ้า
อยู่ถ้าทูลสนอง
กรตระกองกอดแก้ว            เรียมจักร้างรศแคล้ว
คลาดเคล้าคลาดสมร
จำใจจำจากสร้อย            อยู่แม่อย่าละห้อย
ห่อนช้าคืนสม

จะเห็นว่าพระองค์ทรงแทรกรสรักได้อย่างแนบเนียนเหมาะสม เป็นการช่วยคลายอารมณ์ให้ผู้อ่าน

3. เป็นวรรณคดีที่ได้รับการยกย่องว่า เป็นวรรณคดีที่แต่งอย่างถูกต้องตามหลักเกณฑ์ของคำประพันธ์ แม้ว่าตะเลงพ่ายจะเลียนแบบวิธีมาจากลิลิตยวนพ่าย หากว่ามีภาษีเหนือกว่ายวนพ่ายในข้อที่แต่งในสมัยใกล้ปัจจุบัน คนในปัจจุบันย่อมซาบซึ้งในอรรถรสมากกว่าท้องเรื่องก็ชวนอ่านยิ่งกว่า ซ้ำลีลาแห่งโคลงสุภาพยังต้องใจ คนอ่านกว่าโคลงดั้น ด้วยเหตุนี้ ตะเลงพ่ายจึงเด่นอยู่ในระหว่างคำประพันธ์เฉลิมพระเกียรติทั้งปวง

ที่มา:สุภา  ฟักข้อง

บทกลอนน่าสนใจอื่น ๆ: