สามก๊ก

สามก๊ก
ประวัติ เดิมเรื่องสามก๊กเป็นเพียงนิทานสำหรับเล่าให้ลูกหลานฟัง จนในสมัยราชวงศ์ถัง (พ.ศ. 1161-1449) งิ้วเกิดมีขึ้นในประเทศจีน พวกงิ้วจึงนำสามก๊กไปแสดง เรื่องสามก๊กจึงแพร่หลาย ต่อมาสมัยราชวงศ์ ไต้เหม็ง (พ.ศ. 1911-2186) มีชาวฮั่นจิ๋วชื่อ “ล่อกอนตง” นำเอาเรื่องสามก๊กมาเขียนมีความยาว 120 ตอน ภายหลังนักปราชญ์จีน 2 คน ชื่อ “เม่าจงกัง” และ “กิมเสี่ยถ่าง” ช่วยกันแต่งคำอธิบาย แกะตัวพิมพ์ตีพิมพ์ สามก๊กจึงแพร่หลายไปทั่วประเทศจีน ชาวต่างประเทศได้แปลถอดภาษาของตนถึง 10 ภาษา เจ้าพระยาพระคลัง (หน) เป็นผู้อำนวยการการแปลเป็นฉบับภาษาไทย ราว พ.ศ. 2345 ในแผ่นดินพระพุทธยอดฟ้าฯ

เรื่องสามก๊กเดิมเขียนไว้ 95 เล่มสมุดไทย โรงพิมพ์หมอบรัดเลพิมพ์ครั้งแรกในรัชกาลที่ 4 พ.ศ. 2408 เป็นสมุด 4 เล่ม ฉบับเดิมที่เป็นสมุดไทย มีบานแพนกแจ้งวันที่แต่งไว้ด้วย แต่สามก๊กของเอกชนไม่มีบานแผนก จึงไม่ทราบว่าแปลเมื่อใดที่กล่าวว่าแปลในรัชกาลที่ 1 เพราะได้หลักฐานจากละครนอกเรื่องคาวีของรัชกาลที่ 2 ว่า
เมื่อนั้น                    ไวยทัตหุนหันไม่ทันตรึก
อวดรู้อวดหลักฮึกฮัก            ข้าเคยพบรบศึกมาหลายยก
จะเข้าออกยอกย้อนผ่อนปรน    เล่ห์กลเรานี้อย่าวิตก
ทั้งพิไชยสงครามสามก๊ก        ได้เรียนไว้ในอกสารพัด

จากข้อความนี้นักเลงอ่านหนังสือในสมัยรัชกาลที่ 2 จึงลงมติว่าสามก๊กแปลก่อน พ.ศ. 2348 ซึ่งเป็นปีที่เจ้าพระยาพระคลัง (หน) อสัญกรรม

ผู้แต่ง เจ้าพระยาพระคลัง (หน)

ลักษณะการแต่ง เป็นร้อยแก้ว

ความมุ่งหมาย เพื่อเป็นตำราการดำเนินนโยบายการเมือง ยุทธวิธีและกลสงครามตลอดจนสอนศีลธรรม และคติการดำเนินชีวิตไปด้วย

เนื้อความ เริ่มกล่าวถึงพระเจ้าจิวบูอ๋อง เปลี่ยนราชวงศ์กษัตริย์จนถึงสมัยของพระเจ้าเลนเต้ พระองค์เป็นกษัตริย์อ่อนแอ ประกอบกับเกิดแผ่นดินไหว บ้านเมืองวิปริตแปรปรวน เกิดโจรผู้ร้ายชุกชุม มีโจรโพก ผ้าเหลือง พระเจ้าเลนเต้มีพระราชโอรส 2 พระองค์คือ หองจูเปียน และหองจูเหียบ ตั๋งโต๊ะเจ้าเมืองซีหลงลอบฆ่า หองจูเปียน ตั้งหองจูเหียบเป็นกษัตริย์ทรงพระนามว่า พระเจ้าเหี้ยนเต้ ตั๋งโต๊ะบีบคั้นพระเจ้าเหี้ยนเต้มาก อองอุ้นออกอุบายให้ลิโป้ฆ่าตั๋งโต๊ะ ลิฉุย กุยกี ได้เป็นใหญ่แทน กดขี่พระเจ้าเหี้ยนเต้อีก โจโฉจึงมาปราบและตั้งตัวเป็นใหญ่ พยายามขจัดศัตรูของตัวเอง เหลือแต่ก๊กซุนกวนตั้งอยู่เมืองกังตั๋ง ชื่อ “ง่อก๊ก” และก๊กเล่าปี่ที่เมืองเสฉวน ชื่อ “จ๊กก๊ก” โจโฉตาย โจผีบุตรชายได้สืบตำแหน่ง ถอดพระเจ้าเหี้ยนเต้ และตั้งตนเป็นกษัตริย์แทน เรียกว่า “วุยก๊ก” ก๊กทั้งสามนี้ในบั้นปลายเสื่อมอำนาจลง สุมาเอี๋ยนขึ้นเป็นกษัตริย์ ตั้งวงใหม่เป็นวงศ์จิ้นปราบจ๊กก๊กได้ก่อน แล้วปราบง่อก๊กได้อีก รวมสามก๊กเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน รวมเวลาที่รบกัน 111 ปี

ข้อความสำคัญ
ตอนอองอุ้นแนะอุบายแก่นางเตียวเสี้ยนลูกสาว เพื่อให้ลิโป้กับตั๋งโต๊ะผิดใจกั
อองอุ้นจึงว่าทุกวันนี้ แผ่นดินร้อนทุกเส้นหญ้า เจ้าก็ย่อมแจ้งอยู่แล้ว พระเจ้าเหี้ยนเต้นั้นอุปมาเหมือนฟองไก่ อันวางอยู่เหนือหน้าศิลา ขุนนางกับอาณาประชาราษฎรนั้น อุปมาดังหยากเยื่ออันใกล้กองเพลิง มิรู้ว่าความตายจะมาถึงเมื่อใด ตั้งโต๊ะทำความหยาบช้ากำเริบขึ้น จะชิงเอาราชสมบัติ หาผู้ใดจะคิดล้างตั๋งโต๊ะไม่ แลตั๋งโต๊ะมีบุตรเลี้ยงคนหนึ่งชื่อลิโป้ ลิโป้มีฝีมือกล้าหาญ แลน้ำใจตั๋งโต๊ะกับลิโป้นั้นมักยินดีด้วยสตรีรูปงาม ถ้าเจ้าจะช่วยกู้แผ่นดินแล้วพ่อคิดอุบายจะยกเจ้าให้แก่ลิโป้ แล้วจึงไปบอกตั้งโต๊ะให้รับเจ้าไปเป็นภรรยา เมื่อเจ้าไปอยู่กับตั๋งโต๊ะ จงลอบทำกลอุบายต่างๆ ให้ลิโป้มีความรักใคร่ในใจ เจ้าจึงลอบบอกแก่ตั๋งโต๊ะด้วยกลมายาของเจ้า นานไปตั้งโต๊ะกับลิโป้ก็จะมีความกินแหนงกัน

ตอนขงเบ้งอาสาไปเจรจาความเมือง ณ กังตั๋ง
ขงเบ้งไดฟังดังนั้น จึงเอามือปิดปากหัวเราะแล้วตอบว่า ธรรมดาผู้มีปัญญาอันพิสดาร แม้นจะคิดการสิ่งใดก็ลึกซึ้ง ผู้มีปัญญาน้อยหาหยั่งรู้ถึงตลอดไม่ อุปมาเหมือนพระยาครุฑ แม้จะไปทิศใดก็ย่อมบินโดยอากาศอันสูงสุดสายเมฆ มิได้บินตํ่าเหมือนสกุณชาติ ซึ่งมีกำลังอันน้อย อันผู้มีสติปัญญาน้อยนั้นก็เหมือนนกทั้งปวงที่มีกำลังอันน้อย มิอาจบินสูงเสมอพระยาครุฑได้ อนึ่งซึ่งคิดทำการใหญ่หลวงและจะรีบรัดให้สำเร็จโดยเร็วนั้นจะได้หรือ อุปมาเหมือนคนไข้หนัก หมอผู้พยาบาลก็แจ้งอยู่ว่าโรคนั้นจะบันเทาด้วยยาทุเลา ครั้นจะประกอบยาให้กล้า กำลังคนไข้ก็น้อย จะสู้กำลังยามิได้ จำจะค่อยทุเลาให้ผ่อนไปแต่ละวันเวลา พยายามไปกว่าคนไข้จะถืออาหารได้มากมีกำลังแล้ว หมอก็จะประกอบยาให้มีภาษีขึ้นไปกว่าเก่า โรคนั้นก็จะหาย

ตอนตั๋งโต๊ะพูดกับลิโป้
ตัวเรานี้อุปมาเหมือนทำนาตกกล้าลงแล้วฝนแล้ง กล้านั้นใบแดงไป ซึ่งท่านมาหาเราบัดนี้เหมือนฝนตกลงห่าใหญ่ นํ้าท่วมเลี้ยงต้นกล้าชุ่มชื้นขึ้น ใบนั้นเขียวสดขึ้น

ตอนเล่าปี่พูดกับเตียวหุย เมื่อเตียวหุยจะเชือดคอตาย
คำโบราณกล่าวไว้ว่า ธรรมดาภรรยาอุปมาเหมือนอย่างเสื้อผ้าขาดและหายแล้วก็จะหาได้ พี่น้องเหมือนแขนซ้ายขวาขาดแล้วยากจะต่อให้ดีได้

คุณค่า
1. วรรณคดีสโมสรในรัชกาลที่ 6 ลงมติว่าสามก๊กเป็นยอดแห่งความเรียงนิทานเนื้อเรื่องเกี่ยวกับการรบทัพจับศึกคล้ายรามายณะของอินเดีย แต่เป็นไปตามสามัญวิสัยแห่งมนุษย์ไม่ได้แฝงอิทธิปาฏิหาริย์ ไว้ เพราะฉะนั้นสามก๊กจึงอยู่ในความนิยมและฝังลึกอยู่ในความทรงจำของผู้อ่านได้อย่างแน่นแฟ้น
2. วรรณคดีเรื่องนี้มีส่วนดีในแง่ เค้าเรื่องเป็นระเบียบสำนวนโวหารเหมาะเจาะคมคาย และการแปลเป็นภาษาไทยได้ข้อความเรียบเรียงเป็นร้อยแก้วที่ดี กระทัดรัดทันใจทันหู มีบทอุปมาอุปไมยกระจ่างแจ่มใส ความซาบซึ้งในเนื้อเรื่องและอรรถรสจึงแทรกซึมอย่างเกาะกุมกินใจคนตราบเท่าทุกวันนี้
3. ให้ความรู้เอนกประการ ไม่ว่าจะเป็นชั้นเชิงของการยุทธ์ เล่ห์เหลี่ยมของการเอาชนะบุคคล ตัวอย่างของความสัตย์ซื่อและคดโกง ความอาจหาญ ตลอดจนความรอบรู้ของผู้มีบัญญา ทุกแห่งทุกตอนแอบแฝงคติธรรมนำคิด บุคคลที่สามก๊กกล่าวมีหลายแบบ ผิดแผกแตกต่างกันไปให้ศึกษา และบุคคลที่ดีเด่นในคุณสมบัติดีงาม ซึ่งผู้เขียนวาดถ้อยคำเป็นตัวเอกก็คือ บุคคลทางฝ่ายเล่าปี่เป็นส่วนมาก ได้แก่ เล่าปี่ ขงเบ้ง กวนอู เตียวหุย จูล่ง เป็นต้น

เรื่องสามก๊กจึงนับว่าเป็นเยี่ยมในกระบวนความเรียงร้อยแก้ว ถึงเรื่องราชาธิราชเจ้าพระยา พระคลัง (หน) ได้เป็นแม่กองแปลจากพงศาวดารมอญและเรียบเรียงขึ้นอีกเรื่องหนึ่ง ความก็ยังหย่อนกว่าสามก๊ก หลายประการ สมแล้วกับที่ กิมเสี่ยถ่าง ลงท้ายเรื่องนี้ไว้ว่า
“เรื่องสมก๊กเป็นเรื่องดีจริง นักปราชญ์ได้อ่านก็ชอบใจ
ใครมีปรีชาสามารถ ได้อ่านก็ชอบใจ
ชาวบ้านร้านตลาด ได้อ่านก็ชอบใจ
ทุกคตะเข็ญใจ ได้อ่านก็คงชอบใจ

ด้วยความดีทั้งปวงที่กล่าวมา ดังนั้นในรัชกาลต่อมาเรื่องสามก๊กได้ใช้เป็นแบบเรียนให้กุลบุตรกุลธิดาได้ศึกษา

ที่มา:สุภา  ฟักข้อง

บทกลอนน่าสนใจอื่น ๆ: